ยิปซีกลับบ้าน
ร้านกาแฟ-และจุดแวะพักของชีวิต

เรื่อง: อมราพร แผ่นดินทอง

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ คือทายาทรุ่นที่สามของตระกูลทำผ้าย้อมครามแห่งสกลนคร หลังจากไประหก ระเหินเดินทางทั่วประเทศมาหลายปี เขาตัดสินใจกลับมาดูแลพ่อในวาระสุดท้ายและเปิดร้านกาแฟดริปที่บ้านเกิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว นอกจากไอเดียร้านกาแฟที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทั้งในด้านรสชาติและ บรรยากาศของร้าน เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ริเริ่มกิจกรรมที่สร้างความคึกคักให้กับหนุ่มสาวชาวสกลฯในชื่อ ‘ยิปซีแคมป์’ และ ‘สกลเฮ็ด’ ที่กระตุ้นให้คนทำงานฝีมือเอาผลงานสร้างสรรค์ออกมาอวดกัน เพื่อบอกเล่า เรื่องราวที่มาของผลผลิตจากบ้านเกิดด้วยความภาคภูมิใจ

คุณยิปซีกับลีลาการชงกาแฟดริปสุดละเมียดละไม
คุณยิปซีกับลีลาการชงกาแฟดริปสุดละเมียดละไม

ราวกับผู้เป็นพ่อจะล่วงรู้ชะตาชีวิตของลูกชายคนนี้ล่วงหน้า จึงตั้งชื่อให้เขาตามที่ระบุในบัตรประชาชนว่า “ยิปซี” ด้วยอาชีพผู้ช่วยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และนักวิเคราะห์โครงการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ปตท. รวมถึงการเป็นทายาทรุ่นสามของผ้าย้อมครามแบรนด์ ‘แม่ฑีตา’ทำให้เขาต้อง เดินทางไปทั่วประเทศ และขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-สกลนครอยู่บ่อยครั้ง

แต่แล้ววันหนึ่ง ยิปซีหนุ่มคนนี้ก็ตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานที่บ้านเกิด เปิดร้าน ‘กาแฟ ดริป ยิปซี’ ในหมู่บ้าน ดงมะไฟ จังหวัดสกลนคร ร้านกาแฟเรือนไม้นั่งสบายที่เปรียบเสมือนโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางที่ต้องการพักเหนื่อย และจิบกาแฟรสขมเข้ม ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่า ถ้ากาแฟยังแก้ง่วงไม่ได้ จะเอนกายนอนรับลม หรือซื้อส้มตำรสแซ่บมากิน ในร้านก็ไม่ว่ากัน ส่วนทางเรานั้น ขอแวะพักสนทนากับเจ้าของร้านถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากงาน กลับมา อยู่บ้านเพื่อทำอยู่ทำกิน

บรรยากาศร้านกาแฟดริปยิปซี ริมถนนในหมู่บ้านดงมะไฟ
บรรยากาศร้านกาแฟดริปยิปซี ริมถนนในหมู่บ้านดงมะไฟ

“กรุงเทพฯไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ว่าผมอาจจะไม่ชิน เพราะผมไม่ได้เกิดหรือโตที่นั่น ผมไปทำงานที่กรุงเทพอยู่ 4 ปี ก็คิดเรื่องกลับบ้านมาตลอด จนช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 54 มีวันที่ผมต้องขนคอมพิวเตอร์เทินขึ้นหัว ฝ่าน้ำท่วมที่สูงเท่าเอว ก็ชักเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ! นี่เรากำลังทำอะไรอยู่นะ ตอนนั้นแหละที่คิดเรื่องกลับบ้านอย่างจริงจัง”

“จนพ่อป่วยเป็นมะเร็ง ผมก็กลับบ้านมาดูแลพ่อ ไม่ได้ทำงานเลย 1 ปีเต็มๆ ใช้แต่เงินเก็บ พาพ่อไปโรงพยาบาล วันเว้นวัน จนพ่อเสีย ก็ชัดเจนกับตัวเองว่าต้องกลับบ้านแล้วล่ะ”

แล้วอะไรที่ทำให้คนไม่เคยกินกาแฟอย่างเขา เลือกที่จะเปิดร้านกาแฟ แถมยังเป็น ‘กาแฟดริป’ …ของใหม่ ที่อย่าว่าแต่ในจังหวัดสกลนครเลย แม้แต่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว กาแฟดริปก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก และฮิตอินเทรนด์ อย่างในปัจจุบัน

กาต้มกาแฟและเครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์หลักในการชงกาแฟดริป
กาต้มกาแฟและเครื่องบดเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์หลักในการชงกาแฟดริป

“เมื่อก่อนที่บ้านผมจะมีกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นมาเรียนเวิร์กชอปการทำผ้าคราม เค้าก็ถามเราว่า ในสกลนครมี ร้านกาแฟดริปมั้ย พอผมมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น ก็ไปเจอร้านกาแฟดริปเต็มไปหมด บนตึกก็มี ในรถตู้ก็มี รู้สึกว่ามันทำไม่ยาก แล้วการลงทุนก็ไม่น่าเยอะ เพราะมีที่ดินของพ่ออยู่แล้ว ผมก็มาเขียนแบบ ต่อเติมร้านเอง แล้วก็เริ่มเรียนรู้เรื่องเมล็ดกาแฟ”

ซึ่งก่อนที่ร้านกาแฟจะเสร็จสมบูรณ์ นายยิปซีคนนี้ก็เริ่มไอเดียด้วยการเอากาแฟใส่ท้ายจักรยานปั่นไป ทดลองขายในตลาดกลางใจเมือง

“วันแรก ผมทำแค่ 3 เมนู คือ กาแฟเย็น กาแฟใส่นม ชาเขียว แล้วก็มีพวกเมนูโซดา ตั้งราคาขายไว้แก้วละ 40-50 บาท แต่ระหว่างที่ปั่นจักรยานไป ก็เริ่มคิด …จะขายยังไง ใครจะกิน จะไหวมั้ย จนความคิดนึงมันผุดขึ้นมาว่า เอาวะ! ขายไม่ได้ก็แจก”

จักรยานสีแดง ร้านกาแฟเคลื่อนที่ร้านแรกของคุณยิปซี
จักรยานสีแดง ร้านกาแฟเคลื่อนที่ร้านแรกของคุณยิปซี

“ซึ่งวันนั้นเป็นจังหวะดีที่หลวงปู่สุธรรมฯจากวัดป่าหนองไผ่มาบิณฑบาตที่โรงพยาบาลสกลนครเพื่อหาปัจจัยไปทำโรงทาน ผมก็เลยประกาศว่า ถ้าใครมากินวันนั้น รายได้ทั้งหมดจะเอาไปทำโรงทาน ส่วนราคาก็แล้วแต่ใครจะให้ เท่าไรก็ได้ ทีนี้พอไม่ได้คิดเรื่องกำไรขาดทุนก็โล่งเลย กะว่าได้มา 300 ก็พอแล้ว เท่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่วันแรกได้มา 3,000 เพราะคนเห็นว่าทำบุญก็มาซื้อกันใหญ่”

และอานิสงส์ของการแจกเครื่องดื่มฟรีในวันนั้น นอกจากได้บุญแล้ว สิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาก็คือการได้ทดลองตลาด และทำความรู้จักกลุ่มลูกค้าไปโดยปริยาย

“พอคนมากินกันเยอะ ก็เลยทำให้เราได้รู้ว่า ต้องมีเมนูแบบไหน ต้องเติมอะไร เริ่มจับทางได้ว่าจะทำยังไง ก็มีการพัฒนา เพิ่มเมนู อย่างกาแฟดริป เราขายได้แค่แก้วสองแก้ว แต่ที่ขายดีจะเป็นชาเขียว พวกเสาวรสโซดา”

ใช้เวลาไม่ถึงปี ร้านกาแฟดริปยิปซี ที่ลงแรงเองด้วยสองมือก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พร้อมไปกับการเรียนรู้ลูกค้า และปรับเปลี่ยนเมนูตามรสนิยมของคนกิน

“เปิดร้านตอนแรกคนยังไม่เยอะ เหมือนได้เพื่อนมากกว่า ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป บางคนชอบกินหวาน แต่เราทำไม่หวาน เค้าก็ว่ามันไม่อร่อย เราเลยต้องคุยกับลูกค้า บางทีลูกค้าอยากกินอะไร เราก็มาหัดทำ มันก็ทำให้มีเมนูหลากหลายขึ้น

ตัวอย่างเมนูหลากหลายในร้าน

อย่างชื่อเมนูแปลกๆ ที่ชวนอมยิ้มก็มีที่มาจากลูกค้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“มีลูกค้ามากิน เค้าบอก ‘พี่…ทำไมมันเถื่อนจัง’ เรารู้สึก เออ…คำนี้มัน attack ก็เลยตั้งเป็นชื่อเมนู มีอีกคนมา ไหน…ขอลองกาแฟเถื่อนซิ พอลองชิม เค้าบอก ‘โอ้โห…นี่มันเทื้อนเถื่อน’ แสดงว่ามันมีขั้นกว่าของเถื่อนไปอีก ก็เลยมีเมนู 2ระดับ ‘เถื่อน’ กับ ‘เทื้อนเถื่อน’ แล้วเราก็คิดเมนูอื่นเพิ่ม เช่น กาแฟใส่น้ำผึ้ง เราก็ตั้งชื่อว่า ‘หวานอมขมกลืน’

“ทำไปๆ เราก็เริ่มชัดเจนในกาแฟแบบของเรา แล้วก็มีเมล็ดกาแฟที่หลากหลายขึ้น เริ่มมีการถ่ายรูป เริ่มโพสลง เฟซบุ๊ก ลูกค้าก็เริ่มเยอะขึ้น

เมื่อเป็นที่รู้จักมากขนาดนี้ เราจึงเอ่ยปากถามถึงกำไร ซึ่งคุณยิปซีก็ตอบยิ้มๆ ว่า

“มันกำไรอยู่แล้ว เพราะต้นทุนเราไม่เยอะ ที่ก็ที่ตัวเอง ไม่ได้เสียค่าเช่า เราทำเองคนเดียว ไม่มีลูกน้อง และไม่ได้ลงทุนเครื่องแพง แรกๆ เมล็ดกาแฟเราบดมืออย่างเดียวเลย ลูกค้ามา ก็ต้องบดเองเป็นกิจกรรมสนุกสนาน พอเก็บเงินได้ถึงค่อยเริ่มซื้อเครื่องบด”

ป้ายบอกเวลาทำการที่ชวนอมยิ้ม
ป้ายบอกเวลาทำการที่ชวนอมยิ้ม

ซึ่งจนถึงวันนี้ เขาก็ยังตั้งเป้าการขายไว้แค่วันละ 300 บาท ส่วนเกินกว่านั้นถือเป็นกำไร แถมสิ่งที่ได้เพิ่มมาให้ กับชีวิตกลับกลายเป็นอะไรที่มีค่ามากกว่าเงิน

ถ้าเทียบรายได้กับสมัยที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ มันก็น้อยกว่า แต่เรามีเวลาเหลือให้ทำอะไรเยอะกว่า มีจังหวะชีวิตที่ไม่เร่ง มีเพื่อน มีเวลาไปวัด ได้อยู่กับแม่ ได้ช่วยเหลือคนรอบข้าง มีเวลาได้เรียนรู้อย่างอื่นมากขึ้น

ทุกวันนี้ ร้านกาแฟทำมือของเขามีอายุย่างเข้าปีที่ 4 ชีวิตของคุณยิปซีก็เริ่มมีจังหวะที่ได้เบรกเพื่อออกเดินทางหา แรงบันดาลใจใหม่ๆ อีกครั้ง

“ผมมีความสุขกับการทำร้านกาแฟ แล้วก็มีความสุขกับการเดินทางที่ทำให้ได้เจอเมล็ดกาแฟใหม่ๆ บางทีผมก็ปิดร้านไปเที่ยว ไปพบเจอผู้คนใหม่ๆ ไปเจอเจ้าของสวนกาแฟ เค้าจะก็จะเล่าเรื่องราวการปลูก หรือไปแลกเปลี่ยนกับคนทำร้านกาแฟด้วยกัน

พาหนะคู่ใจที่พาเขาไปพบกับเมล็ดกาแฟใหม่ๆ และผู้คนต่างถิ่น
พาหนะคู่ใจที่พาเขาไปพบกับเมล็ดกาแฟใหม่ๆ และผู้คนต่างถิ่น

“บางทีก็ขับรถไปไม่มีจุดหมาย แล้วก็หอบกาแฟกลับมา พอได้ของมา เราก็จะโพสเฟซบุ๊คบอกลูกค้า ร้านเราก็เลยเป็นที่รู้จักในความแปลกและแตกต่างของเมล็ดกาแฟ”​

แต่ถ้าถามว่าเมล็ดกาแฟที่ไหนดีที่สุด เขาจะตอบว่า…

“กาแฟทุกที่ดีหมด มันเป็นเรื่องของการให้ค่ามากกว่าอย่างสกลนคร เมื่อก่อนก็มีสวนกาแฟ มันอาจจะไม่ได้เม็ดสวยใหญ่ แต่มันก็มีรสชาติในแบบของมัน”​

ในปัจจุบัน นอกจากการทำมาหาเลี้ยงชีพแล้ว คุณยิปซียังเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างกิจกรรมให้กับคนรุ่นใหม่ในจังหวัด สกลนคร อย่าง “ยิปซีแคมป์” ตลาดนัดงานศิลปะที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วก็ประสบความสำเร็จมหาศาล เขาเล่าถึงที่มาของไอเดียให้ฟังว่า

“ผมชอบเดินทาง ชอบขับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งก๊วนพี่ๆ น้องๆ ที่ขับมอไซค์ด้วยกัน เค้าก็มีร้านสัก ร้านตัดผม ร้านแฮนด์เมดของตัวเอง ผมก็เลยชวนว่างั้นขับรถไปขายของกันมั้ย ขนใส่มอไซค์กันไป อย่างกาแฟดริปไม่ต้องใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว จะต้มก็ก่อไฟ ใช้เตาถ่าน มันก็ง่าย ปรากฏว่าลูกค้าคนนึงเค้ามีที่อยู่ตรงข้าม บขส. เป็นบ้านคนงานเอาไว้เก็บของ วันต่อมา ผมก็ไปตัดหญ้าให้เรียบ เริ่มปรุงไอเดีย มาคิดว่ามันต้องมีเก้าอี้ มีที่นั่ง ติดไฟยังไง ชื่องานยังคิดไม่ได้ พวกน้องๆ ก็บอกว่าเอาชื่อพี่นั่นแหละ ก็เลยกลายเป็นชื่อยิปซีแคมป์​”​

บรรยากาศช่วงเตรียมงาน ‘ยิปซีแคมป์’
บรรยากาศช่วงเตรียมงาน ‘ยิปซีแคมป์’

“หลักๆ ในงานก็มีร้านกาแฟ ร้านตัดผม ร้านสัก แล้วก็ร้านขายผักออร์แกนิก เสื้อผ้ามือสอง คือคล้ายๆ ทุกคนหยุดจากร้านตัวเองมารวมตัวกัน มานั่งเล่น มีเจ้าของร้านสเต๊ก เอาเนื้อมาย่างให้กิน มีทนายที่ทำหม้อแกงปีละครั้งก็เอามาขาย แล้วก็มีพวกน้องๆที่เล่นดนตรีนอกกระแสมาเล่นให้ฟรีสร้างสีสันในงาน การโปรโมทก็อาศัยบอกต่อ แล้วก็เฟซบุ๊ก

“จัด 3 วัน ปรากฏว่าคนมากันมหาศาล ของขายดีทุกร้าน คนจากในเมืองก็ออกมานั่งเล่น กินบรรยากาศ แล้วเราไม่ได้ขายเหล้า แต่ทุกคนที่มาสนุก มีแต่คนถามหาว่าเมื่อไหร่จะเปิดแคมป์อีก”

จากยิปซีแคมป์ ก็ค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นกลุ่ม ‘สกลเฮ็ด’ ที่รวมตัวกลุ่มคนหนุ่มสาวในจังหวัดสกลนคร มานำเสนอผลงานที่สะท้อนเรื่องราวของคนในท้องถิ่น ทั้งงานผ้าคราม งานเซรามิคปั้นมือ และงานฝีมือต่างๆ

รวมพลหนุ่มสาวชาว ‘สกลเฮ็ด’ เมื่อปลายปี 60
รวมพลหนุ่มสาวชาว ‘สกลเฮ็ด’ เมื่อปลายปี 60

“จังหวะที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างน่าจะเป็นช่วงที่ ททท. มาที่สกลนคร ผมก็เอากาแฟใส่มอเตอร์ไซค์ไป เอาผ้า เอาอะไรไปให้เค้าดู ไปทำให้เค้ารู้ว่ากลุ่มพวกเราสกลเฮ็ดทำอะไรบ้าง เค้าก็เลยให้พื้นที่ไปเปิดซุ้มในงานไทยเที่ยวไทย ที่สวนลุมฯ

“พอเสร็จจากงานสวนลุมก็เริ่มมีคนรู้จัก ‘สกลเฮ็ด’ มากขึ้น เราก็เริ่มชัดเจนในความเป็นกลุ่ม พอหลังน้ำท่วมสกลฯ พวกเราก็คุยกันว่าอยากจัดงานเฟสติวัลประจำปี ให้คนแก่คนในชุมชนมาทำให้ดูมาอยู่ให้เห็นว่า ผ้าครามแต่ละผืน มันมีที่มายังไง ดินที่ปั้นเซรามิคมาจากไหน เอาเรื่องราวของแต่ละคนมาเล่า มีคนทำงานคราฟท์ที่ขอนแก่น ที่อุดรฯ จังหวัดใกล้เคียงที่ทำงานคล้ายๆ กัน เราก็ชวนเค้ามา ก็ได้รู้จัก สร้างเครือข่าย เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกัน

“พอมีสื่อต่างๆ มาทำข่าว มันก็เลยเกิดภาพที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น พอจบงาน กระแสตอบรับดี คนรู้จัก พูดถึง อยากให้จัดอีก ก็จะมีกลุ่มที่ทำงานอีเว้นท์ ออแกไนซ์ติดต่อมาอยากให้เราไปจัดตรงนั้นตรงนี้ แต่สมาชิกกลุ่มเราก็มาสรุปบทเรียนกันว่าตกลงเรารวมกลุ่มกันเพื่ออะไร? เพื่อแค่จัดงานนี้เหรอ?”

เราอยากบอกเล่าและส่งต่อเรื่องราวให้คนได้เห็นว่าถ้ากลับมาบ้าน ก็มีงานทำนะ เราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ อยากเบรกไปเที่ยวก็ได้ แต่ก็มีงาน มีรายได้ เพราะความรู้สึกของคนที่ได้กลับมาอยู่บ้าน มันคือพื้นที่ของเรา

ร้านกาแฟที่เป็น ‘ที่ปล่อยของ’ ของคุณยิปซี
ร้านกาแฟที่เป็น ‘ที่ปล่อยของ’ ของคุณยิปซี

“เพราะความรู้สึกของคนที่ได้กลับมาอยู่บ้าน มันคือพื้นที่ของเรา อย่างน้อยเราก็มีพื้นที่ในการปล่อยของ ลองถามตัวคุณเองว่าเราถนัดอะไร ชอบอะไร เพราะถ้าคุณทำสิ่งที่ชอบ คุณจะอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน แล้วคุณก็จะคิดได้เรื่อยๆ คิดอยู่นั่นแหละ เหมือนกับตัวเราตอนนี้ อยากนอนกลางวันก็ได้ อยากตื่นสายก็ได้ แต่มันยิ่งกลับทำให้เราอยากตื่นแต่เช้ามาทำงาน”

นี่คือคำตอบที่คุณยิปซีมีให้กับชีวิตในวันนี้ และหวังให้เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งแรงบันดาลใจ ที่ส่งต่อให้หนุ่มสาวทั่วประเทศ …อยากกลับบ้าน