สมองเสื่อม…โรคภัยที่ขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เรื่อง: ‘อณู’
ภาพ: อรรถสิทธิ์ จันทรเวชชสมาน

รู้สึกไหมว่าเราได้ยินคำว่าโรค ‘สมองเสื่อม’ หรือ ‘อัลไซเมอร์’ บ่อยขึ้น นั่นเพราะบ้านเรามีผู้สูงอายุจำนวนมากจวนจะถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศแล้ว ซึ่งโรคนี้มักจะเกิดกับคนอายุ 65 ปีขึ้นไป และอาการของโรคนั้นก็หนักหนา สามารถลืมแม้กระทั่งตัวเองและคนที่เรารัก และยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมา ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่ยากธรรมดา แต่เป็นยากมาก แต่ถ้าเป็นแล้ว ครอบครัวและสังคมก็มีส่วนสำคัญในการช่วยดูแลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคนหนึ่งคนเป็นโรคสมองเสื่อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จะมาอธิบายให้เห็นภาพกันชัด ๆ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสิรินทร ฉันศิริกาญจน

“ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถหลายด้าน มีอาการหลงลืม แต่เป็นการลืมผิดแปลกไปจากคนปกติ เช่น เพิ่งทำไปไม่นานก็จำไม่ได้ กินข้าวเสร็จไปครู่เดียวบอกว่ายังไม่ได้กินอะไรเลย ลืมคนใกล้ชิด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านอื่นอีก อย่างเช่น ความเข้าใจและความสามารถถดถอย ผู้ป่วยบางรายลืมวิธีการขับรถทั้ง ๆ ที่ขับมาหลายสิบปี อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเองไม่เป็น ไปจนถึงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในที่สุด”

หลายครอบครัวเครียดกับอาการ “ป่วน” ของผู้ป่วยสมองเสื่อม คนดูแลหรือญาติใกล้ชิดบางคนกลายเป็นผู้ป่วยไปอีกคน ต้องพึ่งพาจิตแพทย์

“เพราะพฤติกรรมแปลก ๆ ของผู้ป่วย เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว  ควบคุมตัวเองไม่ได้ เห็นภาพหลอน หวาดระแวง ไม่เข้าใจเรื่องพื้นฐาน กลางคืนไม่ยอมนอน พูดกันไม่รู้เรื่อง ผู้ป่วยบางรายกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารเข้าไป จนแทบจะต้องเก็บของทุกอย่างให้พ้นมือ หรือผู้ป่วยอาจเดินหายออกไปจากบ้านต้องตามหากันโกลาหล

 ผู้ป่วยอาจจะมีพฤติกรรมแปลก เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หวาดระแวง 
กลางคืนไม่ยอมนอน หรืออาจถึงขั้นกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารเข้าไป
ผู้ป่วยอาจจะมีพฤติกรรมแปลก เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หวาดระแวง 
กลางคืนไม่ยอมนอน หรืออาจถึงขั้นกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารเข้าไป

สมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์เหมือนกันหรือไม่?

สมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่พบบ่อยคืออัลไซเมอร์ ซึ่งเกิดจากเนื้อสมองเสื่อมสลาย ซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร อีกสาเหตุที่พบมากในคนไทยก็คือหลอดเลือดสมองตีบตัน ซึ่งเกิดจากการกินอยู่และการใช้ชีวิต ทั้งสองโรคยังไม่มียารักษาให้หายขาด ทำได้เพียงชะลออาการ ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้น้อยกว่า เช่น ติดเชื้อในสมอง ขาดสาร อาหารบางชนิด สมองถูกกระทบกระแทกบ่อย และเนื้องอกในสมอง ฯลฯ

แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่อยากเป็นโรคสมองเสื่อม คุณหมอเริ่มจากประเด็นใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

“ต้องขอพูดถึงผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคก่อน ปัจจัยเสี่ยงแรกคืออายุมาก ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย พันธุ กรรม คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วไม่ได้ควบคุม มีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน และอ้วน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เพราะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน การกินอาหารไขมันสูง และความอ้วนเป็นตัวทำร้ายหลอดเลือด ดังนั้น การดูแลสุขภาพโดยรวมเป็นเรื่องจำเป็น ”

จำเป็นต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม เพราะครอบครัวที่เข้าใจและปรับตัว คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงญาติเองก็จะมีความสุขขึ้น

หลักการบันได 3 ขั้น สำหรับการดูแลตัวเองเพื่อให้สมองดี ห่างไกลโรค

ขั้นพื้นฐาน : ดูแลสุขภาพให้ดี

  • ดูแลสุขภาพไม่ให้มีโรคเรื้อรัง ตรวจสุขภาพประจำปี ถ้าป่วย รีบรักษาให้หาย
  • ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต ด้วยการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดแดงไม่ให้แข็งหรือตีบตัน เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อนให้พอ และรู้จักคลายเมื่อเครียด เพื่อให้ออกซิเจน พลังงาน และสารอาหารพอเหมาะไปหล่อเลี้ยงสมองได้สะดวก ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระหรือของเสียในสมอง
  • อาหารต้องดี มีประโยชน์ ปริมาณพอเหมาะ ห้ามอดอาหารเช้า ควรเลี่ยงขนมหวาน เน้นการกินผักผลไม้หวานน้อย เส้นใยสูง ไม่ควรงดเนื้อสัตว์ถ้าไม่จำเป็น เพราะมีโปรตีนช่วยการทำงานของสมอง
  • ควบคุมความดันโลหิตและไขมันในเลือดไม่ให้สูงด้วยการเลือกกินอาหาร ลดอาหารหวาน-มัน-เค็ม
  • เลือกกินไขมันดี คือ ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ฯลฯ และไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันงา ถั่วลิสง ฯลฯ แต่อย่ากินมากเพราะจะลดคอเลสเตอรอลชนิดดีลงไปด้วย
  • เพิ่มออกซิเจนให้ร่างกายด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หมายถึงการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมากแต่ร่างกายเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น เดิน ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ค่อย ๆ ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ

ขั้นกลาง : รักสุขภาพกายใจ

  • เลี่ยงสิ่งทำลายสุขภาพ เช่น ไขมันจากสัตว์ ปาล์ม มะพร้าว ของทอดน้ำมันซ้ำหลายครั้ง เลี่ยงสารปรุงแต่งในอาหาร เช่น ผงชูรส ผงฟู สารกันบูด งดบุหรี่ เหล้า เบียร์ และ สารเสพติด
  • ปรึกษาคุณหมอเมื่อใช้ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยารักษาโรคจิต เพราะมีผลทำลายสมอง
  • ระวังการเคลื่อนไหวและอุบัติเหตุ พยายามป้องกันไม่ให้ศีรษะบาดเจ็บหรือกระแทก
  • เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ โกรธ เกลียด น้อยใจ และเศร้าโศก ให้รู้ตัวเตือนสติตัวเอง อย่าให้อารมณ์เหล่านี้รุนแรง อย่าจมอยู่ในวังวนเดิมนาน ๆ รีบหากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ เลี่ยงออกไปจากสถานการณ์ตรงนั้นบ้าง เพราะคนที่มีอารมณ์เศร้าเป็นเวลานานหรือเป็นโรคซึมเศร้า สมองส่วนรับความจำใหม่ ๆ จะฝ่อลง ไม่เปิดรับความจำ นานวันเข้าจะก้าวไปสู่โรคสมองเสื่อม
  • เข้าสังคมพบปะเพื่อนวัยเดียวกันหรือต่างวัยบ้าง อย่าเก็บตัว การช่วยเหลือผู้อื่นจะเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อตัวเอง

ขั้นสูง : ฝึกฝนพัฒนาสมอง

  • ฝึกความจำ การใส่ใจในสิ่งที่ต้องการจดจำก่อนจะช่วยให้จำได้ดี เชื่อมโยงสิ่งที่จะจำไว้ด้วยกัน เช่น ชื่อกับลักษณะเด่นของคนนั้น จดเพื่อช่วยจำ ทบทวนในสิ่งที่สำคัญ
  • ลับสมอง เล่นเกมฝึกสมอง เช่น หมากรุก ต่อภาพ ทายภาพ ฝึกทำเลขแบบง่าย ๆ
  • ลองทำอะไรใหม่ ๆ อย่าจำเจ เช่น เปลี่ยนร้านอาหาร ใช้มือข้างที่ไม่ถนัด หลับตาฟอกสบู่เพื่อกระตุ้นประสาทรับรู้อื่นทำงานบ้าง เพราะสมองชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ ถ้าไม่ได้ใช้ความสามารถของสมองจะหายไป

จะทราบได้อย่างไรว่าผู้ใหญ่ในบ้านเป็นโรคสมองเสื่อมหรือเปล่า

คุณหมอแนะนำให้สังเกตอาการเหล่านี้

  • ลืมในสิ่งที่ไม่น่าจะลืม ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมแบบหลุดหายไปจากความทรงจำ
  • ทำในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ ทำงานง่าย ๆ ช้าลงมาก ผิดพลาดมาก
  • ใช้คำพูดไม่เป็น คิดช้า คิดคำพูดนาน เรียกสิ่งของไม่ถูก
  • หลงทางหลงเวลา กลับบ้านไม่ถูกหรือร้องจะกลับบ้านกลางดึก
  • ไม่มีเหตุผล หรือมีเหตุผลแปลก ๆ ตัดสินใจไม่ได้ ไม่รู้กาลเทศะ
  • ทำเรื่องซับซ้อนไม่ได้ เช่น คิดเลขหรือทอนเงินไม่ได้
  • วางของในที่ไม่ควรจะวาง เช่น เก็บโทรศัพท์ไว้ในตู้เย็น
  • อารมณ์แปรปรวน อาจโกรธมากกับสาเหตุเล็กน้อย
  • บุคลิกเปลี่ยน เช่น เคยใจเย็นก็โกรธง่าย ใช้คำพูดหยาบคาย
  • ซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น นั่งเหม่อลอย
ควรมีการสังเกตอาการของผู้ใหญ่ในบ้าน 
เพื่อดูว่ามีอาการของโรคสมองเสื่อมหรือไม่
ควรมีการสังเกตอาการของผู้ใหญ่ในบ้าน 
เพื่อดูว่ามีอาการของโรคสมองเสื่อมหรือไม่

ถ้าสงสัยว่าผู้ใหญ่ที่บ้านอาจจะเป็นสมองเสื่อม ควรรีบพาไปตรวจรักษาตั้งแต่อาการยังน้อย จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้มาก อาจพบแพทย์ด้านอายุรแพทย์ทั่วไป แพทย์ด้านระบบประสาท แพทย์ผู้สูงอายุ หรือจิตแพทย์

นอกจากหมอแล้วใครช่วยเหลือได้อีกบ้าง

ทุกวันนี้ถึงแม้ครอบครัวจะรับภาระหนักในการดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก มีโรงพยาบาลหน่วยงานหลายแห่งและกลุ่มชุมชนที่มีการจัดอบรมให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและครอบครัวมากขึ้น ตั้งกลุ่มสนับสนุนผู้ดูแลให้มาแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจรวมทั้งระบายความรู้สึกและให้คำปรึกษา อาทิ

  • สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม โทร. 086 990 4207
  • สมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย โทร. 02-716-5995
  • มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย โทร. 02 644-5499 ต่อ 138
  • เครือข่ายผู้สนใจและผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศิริราช 0-2 419-7392 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 15.00 น.)
  • Cognitive Fitness Center ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร. 02-256-4000
  • หน่วยงานช่วยติดตามคนหาย เช่น สถานีตำรวจทุกแห่ง จส.100 โทร.1137 และมูลนิธิกระจกเงา 095-631-1914

คนในสังคมเองก็สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวได้ เมื่อพบเห็นผู้สูงอายุเดินหลง ท่าทางไม่น่าจะปกติอาจเข้าไปซักถาม ติดต่อครอบครัวผ่านสถานีตำรวจ หรือจส.100 รู้ว่าละแวกบ้านมีผู้ป่วยก็ช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้หลงหายไปจากบ้าน ช่วยเป็นธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รับฝากซื้อกับข้าว ถ้ามีความสามารถดูแลผู้ป่วย อาจช่วยดูในบางครั้ง
เรามาสร้างสังคมให้พร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันเถอะ เพราะโรคสมองเสื่อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป