ความหมายของชีวิตที่ค้นพบในนาข้าว
ของ อิ๋ม-รติกร ตงศิริ

เรื่อง: อมราพร แผ่นดินทอง
ภาพ: ศรีวัฒนา เวศน์เรืองวิทย์

เกิดที่สกลฯ บ้านขายมอ’ไซค์ เข้ามหาลัยที่กรุงเทพฯ แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อิ๋ม-รติกร ตงศิริ บันฑิตจากคณะวารสารฯ ธรรมศาสตร์ คุณหนูทายาทร้านมอเตอร์ไซค์ตัดสินใจทิ้งรายได้มั่นคง และกิจการที่บ้าน เพื่อเดินทางออกเรียนรู้และแสวงหาตัวเอง ก่อนจะกลับบ้านเกิดเพื่อมาเป็นเกษตรกรที่ลงมือปลูกผักและข้าวด้วยสองมือตัวเอง?

จากการตั้งคำถามเรื่องการพึ่งพาตัวเองในแง่ของการทำอยู่ทำกิน ที่ไม่ใช่แค่การหารายได้เพื่อจับจ่ายใช้สอยไปวันๆ ทำให้ อิ๋ม-รติกร ตงศิริ ทายาทร้านขายมอเตอร์ไซค์ในจังหวัดสกลนคร พาตัวเองเข้าไปเรียนรู้วิธีปลูกผัก และทำนาข้าวแบบอินทรีย์ …ผ่านเวลาเพียงไม่กี่ปี ที่นาขนาด 3 ไร่กว่าในชื่อ ‘นาคำหอม’ ของเธอ ก็ให้ผลิตผลเป็นข้าวสารและพืชพันธุ์ผักและผลไม้ พร้อมไปกับการเรียนรู้แง่งามและความหมายของชีวิตที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความภูมิใจในตัวเอง

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายคล้อย ในบริเวณท้องนาที่เขียวชอุ่มไปด้วยต้นข้าว และแปลงผักผลไม้นานาพันธุ์ คุณอิ๋มเริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตที่เกิดขึ้นเมื่อราว 7 ปีที่แล้ว

“ตอนนั้น เรากลับบ้านเพื่อมาช่วยงานร้านขายมอเตอร์ไซค์ที่เป็นกิจการของครอบครัว มาอยู่แผนกเร่งรัดหนี้สิน คอยดูความเคลื่อนไหวของบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบัญชีของลูกหนี้ที่มีปัญหา ก็จะเจอเรื่องดราม่าเยอะ เช่น บางทีมิจฉาชีพมาเช่าซื้อเอารถเราไปทำผิดกฎหมาย ก็จะมีพนักงานโทรมาจากสถานีตำรวจ บอกว่าบัญชีที่เป็นคดีอาญาของเรา ตำรวจจับได้แล้วนะ เราจะเอายังไงต่อ แต่ตอนนี้เมียเค้าเพิ่งคลอดลูก ลูกเพิ่งอายุได้เดือนเดียว เจอเคสแบบนี้บ่อยๆ เข้าก็หดหู่มาขอแม่ลาออก แม่ก็ไม่ให้ออก ก็เลยเกิดการต่อรองว่างั้นขอทำอย่างอื่นไปด้วย”

ซึ่ง ‘อย่างอื่น’ ที่ว่าก็คือ…

“ตอนนั้นที่สกลฯ มีเวทีเสวนาเล็กๆ ซึ่งพ่อเราเชิญอาจารย์เสรี พงศ์พิศมาพูดเกี่ยวกับสมุนไพร และพืชพันธุ์ความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย ก็มาคิดว่าพ่อเราก็รู้จักคนที่มีความรู้เยอะนะ แต่ทำไมถึงไม่มีใครนำสิ่งที่เขาให้ความรู้มาทำอะไรเลย แล้วตัวเราเอง ตอนนั้นอายุก็จะ 30 แล้ว แต่ยังทำอะไรไม่เป็นเลย รู้แต่เรื่องของการหาเงินมาแล้วก็จ่ายออกไป แต่ว่าเรื่องพื้นฐานจริงๆ เราควบคุมอะไรเองไม่ได้ซักอย่าง เหมือนกับว่าเราพึ่งตัวเองไม่ได้เลย”

เมื่อเธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนที่เคยร่วมงานด้วยกัน ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปหา ‘ตุ๊หล่าง’ หรือแก่นคำกล้า พิลาน้อย เกษตรกรที่รักและศรัทธาในอาชีพชาวนา และเปิดบ้านสอนเรื่องการทำการนาอินทรีย์ และการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ที่ อ.กุดชุม ยโสธร

“ก็ไปกิน-นอนอยู่ที่นั่น 5-6 วัน ไปเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก ซึ่งก่อนไป เราก็ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยนะ ทำกับข้าวก็ไม่เป็น อย่างเก่งก็ไข่เจียว มาม่า พอไปอยู่กับตุ๊หล่างก็ต้องไปตากแดด เก็บผักบุ้งมาทำกับข้าว ไปนั่งบี้ขี้ไก่เพื่อเอามาทำปุ๋ย ก็ไปเริ่มหัดจากตรงนั้น …คือไม่ได้คิดอะไรเยอะ มันมาจากความรู้สึกว่าอยากทำให้เป็น มันก็เลยต้องทำ”

เมื่อถึงกำหนดวันกลับ ตุ๊หล่างซึ่งคุณอิ๋มนับถือเป็นอาจารย์ ก็ได้มอบเมล็ดพันธุ์ผักให้เธอเป็นของขวัญวันลาจาก และเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาเธอไปสู่การทำเกษตรแบบจริงจังในเวลาต่อมา

“ก็ได้เมล็ดผักแบบพื้นฐาน เช่น กะเพราขาว ฟักทอง ผักสลัด กระเจี๊ยบแดง เราก็เริ่มมาปลูกที่สวนหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่ดินเล็กๆ ไม่ถึง 1 งาน ก็ปลูกตรงนั้นอยู่ประมาณปีนึง

จากการเริ่มทำสวนผักเล็กๆ น้อยๆ ผลักดันเธอไปสู่การทำนาเร็วกว่าที่วางแผนเอาไว้ เพราะมีบางสิ่งที่เธออยากได้จากในนา นอกเหนือไปจาก ‘ข้าว’

“เราพบว่าฟางเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการปลูกผักอินทรีย์ พอปลูกผัก เราต้องไปซื้อฟางก้อน ก้อนละ 40บาท รู้สึกว่าแพงเหมือนกัน เลยอยากมีฟางเป็นของตัวเอง ปีต่อมาก็เลยตัดสินใจปลูกข้าว เพราะอยากได้ฟาง”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนาคำหอม พื้นที่นาขนาด 3 ไร่ ที่คุณอิ๋มเริ่มลงมือปลูกข้าว และทำแปลงผักอินทรีย์ไปควบคู่กัน

“ที่ดินตรงนี้เป็นที่ที่พ่อมีอยู่แล้ว เดิมให้ชาวบ้านเช่าทำนา เราก็แบ่ง 3 ไร่ มาปลูกของเราเอง พอจะเริ่มปลูกข้าวก็ไปหาตุ๊หล่าง ถามว่าควรปลูกข้าวพันธุ์อะไรดี ตุ๊หล่างเป็นนักพัฒนาพันธุ์ข้าวอยู่แล้ว ก็เลือกพันธุ์ข้าว’เวสสันตะระ’ มาให้ และมีตำราบางๆ เป็นกระดาษA4 ที่พิมพ์ไว้คร่าวๆ ชุดนึง เราก็ยึดจากตำรานั้นเป็นหลัก แล้วก็ไปเรียนรู้เพิ่มเติมที่มูลนิธิข้าวขวัญ ของอ.เดชา ศิริภัทร ที่สุพรรณบุรี แต่ว่าอันนั้นจะสอนในเชิงแนวคิดมากกว่า แต่มันก็ทำให้เราปลูกข้าวได้”

แน่นอนว่าการปลูกข้าวไม่ใช่งานที่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ สามารถปลูกข้าวในพื้นที่ 3 ไร่นี้ อย่างไร

“ก็จ้างคนงานมาช่วยบ้าง หลักๆ ก็จะมีแม่บ้านชื่อยายบลที่ช่วยกันมาตั้งแต่ทำแปลงผักเล็กๆ หลังบ้าน ตอนเตรียมดิน หว่านปุ๋ย หรือตกกล้าเพื่อจะเอาต้นกล้ามาไว้ดำนา เรากับยายบลก็ช่วยกันทำกันสองคน แต่ถ้าต้องแบกปุ๋ยขี้ไก่ไปลงนาแปลงละเป็น 10 กระสอบ ก็อาจจะขอช่างที่ที่ร้านมอเตอร์ไซค์ให้มาช่วยซักคนสองคน

“แล้วก็จะมีพนักงานที่ร้าน กับเครือข่ายของตุ๊หล่างมาช่วยกันลงแขก ซึ่งวันดำนาหรือเกี่ยวข้าวไม่ค่อยเหนื่อยหรอกค่ะ เพราะว่ามีหลายคนช่วย แต่ช่วงที่รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน คือช่วงที่ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ ที่เราต้องเลือกข้าวทีละรวง เพื่อคัดสรรพันธุ์ไปปลูกต่อ งานมันจะประณีตมาก ร้อน…จะเป็นลมในนาก็หลายครั้ง

ความลุยของคุณหนูร้านมอเตอร์ไซค์ไม่ได้มีแค่นั้น เมื่อเธอเล่าถึงการฝ่าฟันในช่วงปีแรกๆ ให้ฟังว่า

“ช่วงที่ยังไม่มีบ้าน ขับรถมา เวลาฝนตก ก็ต้องหลบอยู่ในรถ หิวก็ซื้อส้มตำมานั่งกินข้างถนนฝุ่นแดงๆ ส้วมไม่มี ก็ต้องเข้าไปปล่อยในป่า จนพอปีที่ 3 ถึงได้สร้างบ้านขึ้นมา”

และแล้วผลผลิตหยาดเหงื่อแรงกาย ก็ให้ผลงอกงามอย่างน่าชื่นใจ ทำให้เธอค่อยๆ ถอยตัวเองออกมาจากธุรกิจหลักที่บ้านได้ และยังสามารถนำผลิตผลที่ได้จากผืนดินแห่งนี้ อาทิ ข้าวสาร น้ำสมุนไพรและชาหมัก ไปวางขายที่ร้านคำหอม ร้านกาแฟของพี่สาวและพี่เขย ที่ย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู่ที่สกลนครเหมือนกัน

“ทำนาปีแรก ได้ข้าวมาประมาณ 1500 กิโล ซึ่งกินจริงๆ ก็แค่ 500 กิโล พอเหลือจากที่เรากิน ก็ขาย ส่วนที่เหลือ เราก็เอาไปบริจาคตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือตามโรงเรียนที่ขาดแคลน

ทุกวันนี้ ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ นอกจากข้าวเจ้าและข้าวเหนียว 4 สายพันธุ์ บริเวณโดยรอบยังมีกลายเป็นแปลงผักและสวนผลไม้ ทั้งผักติ้ว ผักกูด สะเดา มะม่วง มะยงชิด หม่อน มังคุด กล้วย มะพร้าว ไผ่ ข้าวโพด ถั่วฝักยาวแดง กะเพรา โหระพา ใบแมงลัก กระเทียม หอม ตะไคร้ บวบ ถั่วพู ฯลฯ

เมื่อถามว่าพืชพันธุ์ทั้งหมดนี้ สามารถทำให้เธอพึ่งพาตัวเองได้หรือยัง คุณอิ๋มตอบว่า

“ถ้าจะเอาแค่อยู่ในบ้านเฉยๆ ไม่ออกไปไหนเลย แล้วกินเฉพาะของที่ปลูก ก็พออยู่ได้นะ แต่ว่าต้นทุนอื่นๆ มันก็มี เช่น นอกเหนือจากปุ๋ยหมักที่ทำเอง เราก็ต้องใช้ขี้ไก่ ขี้วัวมาเป็นปุ๋ย หรือว่าต้องมีน้ำมันมาเติมรถไถ เครื่องตัดหญ้า หรืออย่างเรื่องที่ต้องใช้แรงงาน ถ้าเล็กๆน้อยๆ เราก็ทำเอง แต่ถ้ามันเยอะ ก็ต้องไปขอช่างที่บ้านให้เค้ามาช่วยบ้าง

“การทำเกษตรมันก็มีรายจ่าย แปลว่าเราก็ต้องหารายได้เข้ามาด้วย ซึ่งสิ่งที่ปลูกไว้แล้วได้ขายจริงๆ ก็มีข้าว ส่วนอย่างอื่นก็พอเก็บขายได้บ้าง อย่าง ถั่วฝักยาวแดง กะเพรา โหระพาจะมีคนมารับไปขาย ส่วนผักสลัด เราก็เอาไปขายที่ร้านคำหอม หรือโพสขายลงในเฟซบุ๊ก หรือเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็เก็บมะเขือเทศไปส่งร้านอาหารที่อุดร

“หักลบค่าใช้จ่ายแล้วก็ยังไม่ได้เงินเดือนตัวเอง เรายังต้องพึ่งพาเงินจากที่บ้านอยู่บ้าง แต่มันก็เหมือนเกื้อกูลกัน เพราะเราก็เอาของที่มีให้ที่บ้านกิน แต่คิดว่าถ้าวันนึง ต้องตัดขาดการช่วยเหลือจากที่บ้านเลยจริงๆ ก็คิดว่ายังพอมีทางไปได้ เพราะว่าเราก็มีเครือข่ายอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้มีเงินใช้คล่องมือนัก”

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่แลกมากับความเหน็ดเหนื่อย และการขาดสภาพคล่องในการจับจ่าย?

“มันคือความภูมิใจในตัวเอง คือถ้าเราพึ่งตัวเองได้ ก็แปลว่าเราเบียดเบียนโลกน้อยลง แล้วเราสามารถควบคุมปัจจัยที่ไม่ต้องไปขึ้นกับอย่างอื่นได้มากขึ้น จริงๆ ก็คือความมั่นคงนั่นแหละ อิ๋มเชื่อว่าทุกคนอยากมั่นคง คนที่หาเงินเยอะๆ เค้าก็ทำเพราะอยากมั่นคง แต่การมั่นคงในแบบที่เราเชื่อคือต้องมีทักษะ ซึ่งเราเองก็อยากจะมีชีวิตอยู่แบบที่เราภูมิใจ มีอิสระพอสมควร แล้วก็สนุกด้วย”

“แล้วการได้มาอยู่ในเครือข่าย ข้าว ผ้า ยา บ้าน ของชาวนาไทอิสานที่เป็นเกษตรกร มันทำให้เรามีความร่าเริงเบิกบาน คือคนพวกนี้ไม่ใช่คนรวย บางคนนี่จนถึงจนมาก แต่ว่ามีความสุข อย่างเรื่องของกินนี่อุดมสมบูรณ์มาก ไปบ้านพวกเค้านี่อิ่ม อร่อย และสุขภาพดีตลอด เพียงแต่เค้าอาจจะไม่มีเงิน เช่น ไม่มีเงินเปลี่ยนยางรถยนต์ ไม่มีเงินช้อปปิ้งฟุ่มเฟือย แต่ว่าเค้าก็อยู่ได้ และมีชีวิตที่มีความหมายต่อสิ่งอื่นที่มากไปกว่าตัวเอง

“คือเค้าไม่ค่อยตกอยู่ในความกลัวว่าจะกินอะไร หรือจะทำยังไงให้ตัวเองมีกิน เพราะความต้องการของเค้าในเรื่องการสะสมเข้าตัวเองไม่ได้เยอะมาก คนพวกนี้พอได้เงินมา ไม่ค่อยเอาไปใช้ส่วนตัว แต่จะเป็นเรื่องเพื่อคนอื่นซะส่วนใหญ่ เช่น ช่วยงานครูบาอาจารย์ ช่วยงานเครือข่าย ช่วยดูแลโรงเรียน ช่วยดูแลวัดของชุมชน หรือกระจายเมล็ดพันธุ์และความรู้ดีๆ ของตัวเองออกไปสู่คนที่เค้าต้องการ ซึ่งคนที่ทำเพื่อคนอื่นจะไม่ค่อยจิตตก ไม่ค่อยมีเรื่องดราม่า แต่ละคนอาจจะมีความทุกข์บ้าง แต่รวมๆ แล้วจิตใจค่อนข้างบวก ไม่ได้บวกแบบโลกสวยด้วยนะ เป็นบวกแบบอยู่ในความเป็นจริง ซึ่งระหว่างทางที่เรากำลังเดิน เราได้แชร์ เค้ามาช่วยเรา เราไปช่วยเค้า เท่าที่แต่ละคนจะให้อะไรกันได้ ซึ่งถ้าเราไม่มาทำงานนี้ เราก็จะไม่ได้มาคลุกคลีกับคนพวกนี้”

ถึงแม้ในวันนี้ เธอจะยังไปไม่ถึงเป้าหมายของการพึ่งพาตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในระหว่างทางของการเรียนรู้ การได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ พร้อมไปกับสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรที่เชื่อมั่นและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ก็ทำให้เธอได้ค้นพบความหมายของชีวิตที่น่ารื่นรมย์ ซึ่งเธอสรุปกับเราด้วยประโยคสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มว่า

“….ชีวิตที่มีความมั่นคงในใจ มันเป็นความสุขนะ”