หนึ่งองศาที่แตกต่าง…
นักเตะไทย ยุคใหม่ ต้องไปเจแปน?

เรื่อง: I-ตัวใหญ่

ตลอดปีที่ผ่านมา การย้ายไปค้าแข้งที่ประเทศญี่ปุ่นของนักฟุตบอลไทย กลายเป็นกระแสที่น่าจับตา หลายคนมองว่าเป็นเรื่องของการตลาด แต่ในส่วนของนักเตะ พวกเขาคิดว่านี่คือก้าวต่อไปในอีกระดับของการเป็นนักฟุตบอลระดับโลก แต่ความจริงแล้ว “นักบอลไทยไปแล้วได้อะไร” “ทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น” และที่สำคัญ… “มันจะทำให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนาได้จริงหรือ?”

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 ถือเป็นข่าวฮือฮา หลัง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะเบอร์หนึ่งของเมืองไทย ย้ายไปค้าแข้งกับทีม คอนซาโดเล ซัปโปโร ในประเทศญี่ปุ่น และในปีที่แล้ว ยังมีนักเตะอย่าง สิทธิโชค ภาโส ที่ย้ายไปเล่นให้กับคาโงชิมา ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ที่ย้ายไปค้าแข้งกับ เอฟซี โตเกียว ขณะเดียวกัน ปีนี้ก็มีอีกสองรายที่เตรียมไปค้าแข้งในเจลีก อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา กับ ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา และ เชาว์วัตน์ วีระชาติ กับ เซเรโซ โอซาก้า
หากดูจากผลงานของนักเตะทั้งสามคน ที่ได้ไปค้าแข้งกับเจลีก ในการแข่งขันฤดูกาลที่ผ่านมา ถือว่ายังทำผลงานไม่ได้ดีเท่าไรนัก ในรายของชนาธิป สรงกระสินธ์ อาจจะได้ลงต่อเนื่องกับคอนซาโดเล ซัปโปโร แต่ก็ส่งให้เพื่อนยิงได้เพียง 1 ลูก เท่านั้น ขณะที่จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ แม้จะถูกจารึกชื่อว่าเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ทำประตูให้ญี่ปุ่นในปีนี้ แต่ก็เป็นการแข่งขันของเจลีก ระดับ 3 เท่านั้น ส่วน สิทธิโชค ภาโส ที่อยู่นานที่สุดก็แทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามเลย
“ผมมองว่ามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น” วิทยา เลาหกุล หรือที่รู้จักกันในนาม โค้ชเฮง ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และอดีตนักเตะไทยยุคแรกๆ ที่เคยไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นกล่าว “สาเหตุที่ต้องเป็นญี่ปุ่น เพราะว่าฟุตบอลญี่ปุ่นนั้นดีกว่าเรา ตอนนี้ถือว่าเป็นโชคดี เพราะมีคนนำทางให้แล้ว ผมคิดว่าในอนาคตน่าจะมีนักเตะอีกหลายคนที่กล้าจะตามไป”

วิทยา เลาหกุล สมัยค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่น 
ซึ่งถือเป็นนักเตะไทยที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด และได้ต่อยอดไปถึงการค้าแข้งในเยอรมัน
วิทยา เลาหกุล สมัยค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่น 
ซึ่งถือเป็นนักเตะไทยที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด และได้ต่อยอดไปถึงการค้าแข้งในเยอรมัน

“มันอยู่ที่ผู้เล่นแต่ละคนด้วยว่าเป้าหมายการเป็นนักฟุตบอลของเขาชัดเจนหรือไม่” โค้ชเฮง กล่าว “ผมคิดว่าเรื่องเงินมันไม่ได้แตกต่างอะไรมาก แต่ที่สำคัญคือการที่คุณต้องไปสู้กับคนอื่นๆ …สำหรับนักเตะที่ได้ไป เขาก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่ในระดับโลก โดยเฉพาะเรื่องวินัย ที่จะทำให้นักเตะของเราพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ”

แต่อุปสรรคด้าน ภาษา วัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงประเทศอื่นๆ ก็ยังถือเป็นกำแพงใหญ่ที่ทำให้นักเตะหลายคนยังไม่กล้าก้าวข้าม

สิทธิโชค ภาโส ในสีเสื้อของคาโงชิมา ยูไนเต็ด ซึ่งทำให้เจ้าตัวเป็นนักเตะไทยที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เล่นในประเทศญี่ปุ่น
สิทธิโชค ภาโส ในสีเสื้อของคาโงชิมา ยูไนเต็ด ซึ่งทำให้เจ้าตัวเป็นนักเตะไทยที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เล่นในประเทศญี่ปุ่น

สิทธิโชค ภาโส ยอมรับว่า “ตอนที่ยังอยู่ไทย ผมมีความกระหายอยากไปมาก แต่พอไปแล้ว แค่วันแรก ความกลัวมันก็ถาโถมเข้ามา เรื่องในสนาม ผมไม่กังวลเท่าไหร่ แต่เรื่องนอกสนามมันต่างกันมาก ทั้งชีวิตที่ต้องอยู่ห่างเพื่อนและครอบครัว รวมถึงอาหารและภาษา ที่แตกต่างออกไป”

ด้านจักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ เล่าว่า “ตอนแรกที่ไป ผมก็กังวลเหมือนกันครับโดยเฉพาะเรื่องของภาษา มันต้องใช้เวลาพอสมควรในการปรับตัว พอไปถึง เราก็คิดถึงทั้งเพื่อน ทั้งพ่อแม่ รวมถึงหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งถ้าหากเราอยู่ที่ไทย เราคงจะสะดวกสบายกว่านี้”
ซึ่งโค้ชเฮงบอกว่า “ในยุคปัจจุบัน มันง่ายกว่าในอดีตที่ผมไปเยอะ ทั้งเรื่องอาหาร หรือ ภาษา ยกตัวอย่าง เรื่องอาหาร ที่ญี่ปุ่นก็มีอาหารไทยขาย หรือ มีอาหารญี่ปุ่นที่เรากินได้ ขณะที่เรื่องภาษาก็มีเทคโนโลยีต่างๆที่ทำให้มันง่ายขึ้น”

สิทธิโชค ภาโส กล่าวเสริมว่า “พอผ่านจุดที่เราไปอยู่มาแล้ว ตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วครับ ถ้าให้ไปอีก ผมก็ไป เพราะผมเชื่อว่าการที่นักเตะไทยได้ไปเล่นต่างประเทศมากขึ้น มันจะทำให้หลายชาติเริ่มจับตามองประเทศไทยมากขึ้น เช่นเดียวกับญี่ปุ่นในเวลานี้”

เช่นเดียวกับ จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ผมคิดว่าที่ญี่ปุ่น ช่วยให้เราพัฒนาได้จริงๆ เพราะที่นั่นมีนักเตะฝีเท้าดีมากหลายคน ผมไปอยู่ที่นั่นมา 6 เดือน ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับที่ไป”

จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ อีกหนึ่งนักเตะที่ไปญี่ปุ่น และกลับมาพัฒนาฝีเท้า จนได้เล่นข้ามรุ่นกับทีมชาติไทย U23 ทั้งที่เพิ่งอายุ 20 ปี
จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ อีกหนึ่งนักเตะที่ไปญี่ปุ่น และกลับมาพัฒนาฝีเท้า จนได้เล่นข้ามรุ่นกับทีมชาติไทย U23 ทั้งที่เพิ่งอายุ 20 ปี

แต่คำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจแฟนบอลชาวไทยคือ การไปค้าแข้งต่างประเทศ จะช่วยให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนาขึ้นจริงหรือไม่ หรือที่จริงแล้ว มันจะเป็นเพียงแค่การตลาดแบบวูบวาบ…

ฮิโรยูกิ โอคาดะ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ โยมิอูริ ชิมบุน เปิดเผยว่า “ผมเชื่อว่าตอนนี้คนไทยหลายคนให้ความสนใจในเจลีกมากขึ้น ซึ่งมันทำให้บรรดาสโมสรในประเทศญี่ปุ่นสนใจที่จะดึงนักฟุตบอลชาวไทยไปค้าแข้งมากขึ้น”

เห็นได้ชัดว่าทางฝ่ายจัดการแข่งขันฟุตบอลเจลีกก็ได้มีการปรับตัวให้เข้ากับกระแสนี้ อาทิ เปลี่ยนกฏเกี่ยวกับนักเตะต่างชาติ จากปกติ หนึ่งสโมสรจะใช้นักเตะต่างชาติได้เพียง 5 คน แต่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 เจลีกได้ปรับเปลี่ยนกฏให้ถือว่านักเตะที่ถือสัญชาติ ไทย,เวียดนาม,เมียนมาร์,กัมพูชา,สิงค์โปร,อินโดนีเซีย,อิหร่าน,มาเลเซีย และ กาตาร์ สามารถลงเล่นได้แบบไม่จำกัด โดยเปรียบเสมือนว่านักเตะเหล่านี้เป็นนักเตะญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการแข่งขันฟุตบอลเจลีก หรืออย่างการที่ เจลีก ได้จ้างสื่อเพื่อทำข่าวเจาะลึกความเคลื่อนไหวของชนาธิป โดยเฉพาะ

ชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกจับตามองอย่างหนักในสีเสื้อดำแดง ของคอนซาโดเล ซัปโปโร โดยที่ญี่ปุ่นต่างขนานนามเขาว่า "ชนาคุง" และรู้จักกันในชื่อของดาวเตะหมายเลข 1 ของอาเซียน
ชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกจับตามองอย่างหนักในสีเสื้อดำแดง ของคอนซาโดเล ซัปโปโร โดยที่ญี่ปุ่นต่างขนานนามเขาว่า “ชนาคุง” และรู้จักกันในชื่อของดาวเตะหมายเลข 1 ของอาเซียน

“เป็นเรื่องธรรมดา ฟุตบอลกับการตลาดมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชาวอาเซียนเองก็มีคนที่ติดตามฟุตบอลเยอะ ทำให้ญี่ปุ่นเขาสนใจที่จะเปิดตลาดตรงนี้ มันก็เหมือนกับที่ประเทศไทยเปิดตลาดนักเตะโควตาอาเซียน” โค้ชเฮงเสริม “โอเค เริ่มต้นมันอาจจะเป็นเรื่องของการตลาด แต่หากเขาประสบความ สำเร็จ มันก็จะเป็นเรื่องของโบนัสที่ควบคู่เข้ามา”

“ณ วันนี้ มันอาจจะบอกอะไรเราไม่ได้ เพราะอย่างที่ผมบอกในตอนแรกว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาฟุตบอลไทยแบบจริงจังเท่านั้น การไปญี่ปุ่นของนักเตะไทย ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะมันยังไม่เพียงพอ ผมอยากเห็นนักเตะไทยไปค้าแข้งในประเทศเยอรมัน, เบลเยียม หรือไปถึงอเมริกาใต้” โค้ชเฮงกล่าวปิดท้าย

ฟุตบอลโลกในปัจจุบัน ก่อตั้งมาเกือบ 100 ปี โดยที่ทีมชาติไทยยังแทบไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ แต่นี่ย่อมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเปลี่ยนองศาความคิด
หนึ่งองศาของความเปลี่ยนแปลงในวันนี้ กับการไปที่ประเทศญี่ปุ่น อาจจะเป็นหนึ่งองศาที่สำคัญในการยกระดับวงการฟุตบอลไทย จนเติมเต็มความฝันในการไปฟุตบอลโลก ก็เป็นได้