ผืนป่าผลไม้ของพ่อ
ปลูกแสนต้นด้วยสองมือของหนุ่มนักเศรษฐศาสตร์วิถีธรรมชาติ

เรื่อง: ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา

จากเจ้าของธุรกิจส่งออกผักผลไม้มูลค่าร้อยล้านที่มีจุดพลิกผันให้ตั้งคำถามกับชีวิตว่าความมั่งคั่งทางการเงิน คือคำตอบที่แท้จริงของชีวิตหรือไม่ เมื่อเขาค้นพบว่าชีวิตจริง 1+1 ไม่ได้เท่ากับ 2 เสมอไป การค้นหาเส้นทางใหม่จึงเกิดขึ้น และกลายเป็นเส้นทางที่กลับคืนสู่วิถีธรรมชาติอย่างแท้จริง

ใครจะเชื่อ…ว่าพื้นที่ 20 ไร่บริเวณดอยปุยที่เคยเป็นดินทรายและภูเขาหัวโล้น มาวันนี้กลับเขียวชอุ่มชุ่มตา เย็นใจ และกลายเป็นทรัพย์ในดินด้วยสองมือของชายหนุ่มชาวเชียงรายวัย 39 ปี …คุณราม ลาดอุ่น

เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ชั้นประถม วันหนึ่งขณะเดินอยู่ในคันนา มีนักธุรกิจจอดรถลงมาถ่ายรูปตัวเขาและพ่อ ทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าการเป็นนักธุรกิจนี่เท่จัง และวันหนึ่งเขาต้องเป็นแบบนั้นให้ได้ เด็กชายรามจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะต้องเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยให้ได้สักวัน
“แม้ว่าบรรพบุรุษและครอบครัวผมจะเป็นเกษตรกรเต็มขั้น แต่ผมไม่เคยมีความคิดเลยว่าจะเป็นเกษตรกร ผมเลือกเอ็นทรานซ์เข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาก็หารายได้พิเศษด้วยการเล่นหุ้น แม้ว่าจะเจ๊งไม่เป็นท่า แต่ก็ถือเป็นค่าวิชาที่ดี”

หลังจากเรียนจบ งานแรกที่เขาได้ทำคือหัวหน้าฝ่ายธุรการ บริษัทกล่องกระดาษเจ้าใหญ่ ด้วยเนื้องานที่ได้ทำในหลายหน้าที่ ทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งกระบวนการและการดูแลคน พอได้เปลี่ยนงานไปดูด้านระบบคุณภาพ เกี่ยวกับกระบวนการส่งออก เอกสารที่ใช้ เกรดของสินค้าส่งออก ทำให้เขาได้สั่งสมประสบการณ์ที่ภายหลังนำมาใช้ในธุรกิจของตัวเองในภายหลัง

ไร่เกษตรนที ป่าอาหารและความยั่งยืนของธรรมชาติ
ไร่เกษตรนที ป่าอาหารและความยั่งยืนของธรรมชาติ

ความฝันในวัยเยาว์ของเขายังคงทำหน้าที่อย่างเข้มข้นในการผลักดันให้รามก้าวเดินในถนนสายธุรกิจ

“ขณะที่ยังทำงานประจำ ผมก็เริ่มเอาชาจากไร่ฉุยฟงไปส่งขาย ไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นเพิ่มเติม แล้วก็ไปคุยกับกรมส่งเสริมการส่งออกเพื่อขอรายชื่อผู้นำเข้าผลไม้ของแต่ละประเทศ เพื่อเขียน email ไปแนะนำตัวว่าผมสามารถหาและส่งผักผลไม้ที่มีคุณภาพจากเมืองไทยให้กับเขาได้”

“ลูกค้ารายแรกของผมอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ต่อมาก็เริ่มมีทั้งรัสเซีย ฝรั่งเศส อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ ส่วนตลาดในประเทศก็ส่งสินค้าให้ทุกห้าง ผมนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง ส่งของเอง ดูแลเองทุกขั้นตอน ทุ่มกับมันมาก พอธุรกิจเริ่มไปได้สวย ลูกค้าชวนผมไปดูงานผักผลไม้ organic ที่ประเทศศรีลังกาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นถือว่าใหม่มาก ผมรู้เลยว่ามันเป็นแนวทางที่ดี เลยเริ่มสนใจและศึกษา”

“ทำธุรกิจมา 11 ปี ส่งออกผลไม้และขิงต่อปีเกือบร้อยล้านบาท ตอนนั้นมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก …แต่พอยิ่งทำก็ยิ่งมีความขัดแย้งกับคนรอบข้าง เพราะอีโก้ของเราที่มาพร้อมกับความสำเร็จ แล้วก็เริ่มโดนลูกค้าโกง หลายปัญหาเริ่มมาพร้อมๆ กัน”

และแล้วความมั่นคงในชีวิตของคนหนุ่มไฟแรงก็ถูกกระชากด้วยเหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่

“เมื่อ 6 ปีที่แล้ว คุณแม่ผมป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คุณหมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ผมเลยตั้งคำถามว่าเงินที่หามา สิ่งที่เราโฟกัส ความร่ำรวยต่างๆ มันช่วยซื้อชีวิตแม่ได้ไหม? ผมเริ่มพบคำตอบว่าการหาเงินมารักษาตัวเองย่อมไม่ใช่ความมั่นคง และไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง”

“จากนั้น ผมเลยอยากหาที่สักแปลงให้คุณแม่ได้ทำสวนเล็กๆ อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พอมาเจอที่แปลงนี้ที่ดอยปุยก็ตัดสินใจซื้อ ใช้เวลาแค่ 20 นาที เพราะถูกชะตา แต่ปรากฎว่าที่ดินเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วม แถมเป็นดินทราย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น”

“สองปีแรก ผมเริ่มจากการวางระบบประปาภูเขา แต่ระบบประปาที่วางไว้ก็ไม่ได้สำเร็จง่ายๆ เพราะตาน้ำอยู่ที่ภูเขาอีกลูก ต้องเดินเท้าข้ามเขาไป เดินจนเล็บเท้าทั้ง 2 ข้างถอดไป 1 รอบ แต่ผมก็พยายามจะเอาชนะธรรมชาติให้ได้”

ทุกตารางเมตรที่ไร่แห่งนี้คือความหลากหลายของธรรมชาติที่ให้มนุษย์ได้พึ่งพา
ทุกตารางเมตรที่ไร่แห่งนี้คือความหลากหลายของธรรมชาติที่ให้มนุษย์ได้พึ่งพา

ที่ใครบอกไว้ว่ามนุษย์ไม่มีทางอยู่เหนือธรรมชาติ คุณรามคงรู้ซึ้งดี

“ปรากฏว่า พอถึงฤดูแล้ง เจอไฟป่าเข้าไป ท่อน้ำที่วางไว้ไหม้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด พอฤดูน้ำหลาก ทรายก็มา ก็ต้องไปไล่ทรายอีก เพิ่งจะมาเริ่มตั้งตัวได้ ตอนเข้าปีที่ 3 มันเหมือนกับธรรมชาติกำลังบอกอะไรกับเราสักอย่าง แล้วพอเราเริ่มจากการฟังธรรมชาติให้มากขึ้น เริ่มเคารพธรรมชาติและสถานที่ ไม่ทำอะไรที่ไม่ดีกับดิน ไม่ดีกับป่า ไม่ดีกับสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างก็เริ่มค่อยๆ ดีขึ้น”

เราขอให้คุณรามยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพว่าการฟังธรรมชาติที่ว่าคืออะไร

“ผมเริ่มจากการสังเกตว่า ที่ตาน้ำมีกล้วยป่า ก็เลยลองปลูกกล้วย พอกล้วยล้มก็กลายเป็นหน้าดิน บำรุงดินอย่างดี พอดินดีก็เริ่มทำให้เพาะปลูกอย่างอื่นได้ จากนั้น ผมถึงเริ่มปลูกขิงได้เงินก้อนแรกมา 2 แสนบาท”
เมื่อเริ่มทำทุกอย่างที่คล้อยตามไปกับวิถีธรรมชาติ จากเรื่องยากก็เริ่มค่อยๆ กลายเป็นเรื่องง่าย

“อย่างเดือน 8 ของชาวล้านนา คือปลายพฤษภาต้นมิถุนา จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเพาะปลูก คนโบราณเขาปลูกข้าวกันเดือนนี้ บรรพบุรุษของผมเป็นเกษตรกร ปลูกข้าวไว้กิน ทำปศุสัตว์ ปลูกพืชหลังนาพวกถั่ว กระเทียมไว้พอได้ขายเป็นกำไร ผมก็เริ่มกลับไปศึกษาภูมิปัญญาเหล่านี้แล้วเอามาปรับใช้ ตอนนี้ที่ไร่เกษตรนทีของผมก็ไม่ต้องมีระบบน้ำซับซ้อนแล้ว ทุกอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ทุกวันนี้ คุณรามกำลังลงมือทำในสิ่งที่เรียกว่าเกษตรเชิงนิเวศที่ยั่งยืน หรือ Nature Farming

“ยกตัวอย่าง ที่ไร่ผมจะไม่ปลูกข้าวเพราะพื้นที่ไม่เหมาะสมจะปลูกข้าว ไม่มีบ่อปลาใหญ่ๆ คำถามคือแล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร แต่พอมาดูที่พฤติกรรมคน เมื่อเราอายุเยอะขึ้น เราจะกินข้าวน้อยลง กินผลไม้มากขึ้น มันก็ตรงกับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ ผมเลยเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นป่าอาหารภายใน 3 ปี มีผักผลไม้กว่า 20 ชนิด ทั้งกล้วย ฝรั่ง มังคุด มะละกอ มัลเบอร์รี่ น้อยหน่า มะพร้าว ส้ม กาแฟ สัปปะรด”

“ผมกำลังสร้างป่าที่ย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตของธรรมชาติ ซึ่งป่าที่ยั่งยืนต้องเป็นป่าผสมผสาน ในพื้นที่หนึ่งตารางเมตร ผมจึงปลูกพืชหลายอย่าง และผมไม่เคยเห็นมันแย่งอาหารกันเลย เพราะความหลากหลายคือความสวยงามของธรรมชาติ เวลาคุณเอาระบบอะไรมาลงยิ่งเพิ่มต้นทุนยิ่งฝืนธรรมชาติ มันก็ไม่ยั่งยืน เป็นเกษตรทุนนิยม เข้าสู่วงจรหนี้สินพะรุงพะรังแบบที่เป็นกันอยู่ แต่เมื่อเราอยู่ได้โดยเข้าใจธรรมชาติ ไม่ทำร้ายธรรมชาติ เราก็จะได้ของฟรีจากธรรมชาติไปเอง”

เมล็ดกาแฟจากไร่เกษตรนที
เมล็ดกาแฟจากไร่เกษตรนที

ความเป็นนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ของเขา ไม่ได้ถึงกับถูกทิ้งให้เรื้อไปโดยไร้ประโยชน์​ หากถูกนำมาปรับใช้กับอาชีพใหม่ในวิถีของเกษตรกร

“ทุกวันนี้ ผมทำงาน ก็คอยสรุปว่าทำอะไรสำเร็จบ้าง ล้มเหลวอะไรบ้าง ปัญหาเกิดจากอะไร จะวางแผนแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมวนกลับมาอีก ผมเชื่อว่ามันต้องมี 4R Right time, Right place, Right person and Right way ปัจจัยต้องพอดีทั้งหมด แล้วหลอมให้ลงตัว จึงจะประสบความสำเร็จ”

“3 ปีแรกของผม คือการเรียนรู้แบบที่เราเอาความเป็นนักธุรกิจใส่เข้าไป ส่วน 3 ปีถัดมามันคือความเข้าใจธรรม ชาติ เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เราใช้ชีวิตอยู่ ส่วน 3 ปีต่อจากนี้ ผมตั้งใจให้สิ่งที่ดีที่สุดกับผู้บริโภค และอยากสร้างสังคมที่ดี ที่นี่มีชาวเขา ผมอยากให้เขาเรียนรู้โมเดลของผม เพราะถ้าคุณทำแบบนี้ คุณจะไม่อดไม่ป่วย”

“แม้ผมจะเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์แต่ผมกลับพบว่าในชีวิตจริงบางที 1 + 1 ก็ไม่ได้เท่ากับ 2 เสมอไป สิ่งที่เราทุ่มเทลงไป หรือ input กับ ผลลัพธ์ หรือ output มันไม่ได้เป็นเหตุและผลของกันเสมอไป หลายอย่างในงานวิจัยมันเกิดได้จากการควบคุมปัจจัย แต่เราควบคุมธรรมชาติไม่ได้ อย่างเรื่อง สภาพอากาศที่แปรปรวน ฤดูกาลที่ผิดเพี้ยน ถ้าในวันนึงที่ทุกอย่างมันรวน และพังทลาย เราจะยังดำรงชีวิตได้ไหม ซึ่งผมมีคำตอบแล้วว่าที่ไร่เกษตรนทีแห่งนี้ผมอยู่ได้”

คุณราม ไล่ดูลย์ พาชมผลไม้สายพันธุ์แปลกๆ ที่สามารถมารวมกันอยู่บนผืนป่าผลไม้ของเขาที่ จ.เชียงราย แห่งนี้ได้
คุณราม ไล่ดูลย์ พาชมผลไม้สายพันธุ์แปลกๆ ที่สามารถมารวมกันอยู่บนผืนป่าผลไม้ของเขาที่ จ.เชียงราย แห่งนี้ได้
ไก่ 3 สายพันธุ์ที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติภายในไร่
ไก่ 3 สายพันธุ์ที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติภายในไร่

คุณรามปิดท้ายการพูดคุยในวันนี้ด้วยอีกหนึ่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของเขา

“ตั้งแต่เด็กผมเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพยายามฟื้นภูเขาหัวโล้นมาตลอด ท่านทรงเห็นความสำคัญของผืนป่า เพราะป่าคือชีวิต ผมจึงขอเป็นหมาเฝ้าป่าให้ท่าน ผมจะทำแปลงนี้ให้ท่าน ทำเพื่อท่าน ท่านจะได้รู้ว่ามีคนเข้าใจและทำอย่างจริงจังไม่ลดละในสิ่งที่ท่านพยายามสอนและทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างมาตลอด วันนึงผมก็ต้องไป ผมอยากคืนวิธีคิดแบบเข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ รวมทั้งผืนป่าผลไม้แห่งนี้ให้กับสังคม ให้กับธรรมชาติ”