ฤๅวิกฤตต้มยำกุ้งจะเกิดในฟุตบอลไทยลีก?
นักเตะค่าตัวแพง เงินเฟ้อในอุตสาหกรรมฟุตบอลไทย
…จุดเริ่มต้นของความล่มสลาย

เรื่อง/ภาพ: I ตัวใหญ่

การลงทุนซื้อนักเตะซูเปอร์สตาร์ ระดับค่าตัวหลายสิบล้านมาร่วมทีม ทั้งในลีกฟุตบอลไทยหรือนานาประเทศทั่วโลก คือคำตอบที่รับประกันความสำเร็จของสโมสรจริงหรือไม่? โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่จำนวนแฟนบอลในสนามกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ฟุตบอลไทยยุคใหม่ที่กำลังจะตั้งไข่ หวนกลับไปสู่ยุคมืดอีกครั้ง…

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สโมสรฟุตบอลระดับโลกหลายแห่งต่างใช้เงินลงทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในการคว้าตัวนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีม อย่างล่าสุด ค่าตัวของ เนย์มาร์ ที่ย้ายจาก บาร์เซโลนา ไป ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ก้าวไปถึงระดับ 222 ล้านยูโร หรือประมาณ 8,700 ล้านบาท! ทั้งที่ปีก่อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่งทุบสถิติโลกด้วยการคว้าตัว ปอล ป็อกบา มาจากยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 105 ล้านยูโร หรือประมาณ 4,071 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ในฟุตบอลไทยลีก หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่า กีฬาฟุตบอลจะกลาย เป็นกีฬาที่ทำเงินให้กับพ่อค้าแข้งได้มากมาย อย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายทีมชาติไทย ย้ายจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาอยู่กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วยราคาประมาณ 35 ล้านบาท หรือล่าสุด เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เชียงราย ยูไนเต็ด กลายเป็นเจ้าบุญทุ่ม หลังใช้เงินกว่า 70 ล้านบาท คว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางทีมชาติไทย จาก เมืองทอง ยูไนเต็ด มาร่วมทีม และกลายเป็นเจ้าของสถิติการย้ายทีมที่แพงที่สุดในฟุตบอลไทย เวลานี้

เบนจามิน ตัน รองประธานฝ่ายจัดการแข่งขัน บริษัท ไทยลีก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เห็นได้ชัดว่าการซื้อขายนักเตะในปัจจุบัน มันเฟ้อค่อนข้างมาก โอเค…มันอาจจะเป็นผลดีกับนักเตะ ที่จะมีความมั่นคง มั่งคั่งมากขึ้น แต่มันจะมีปัญหาระยะยาวกับสโมสร และเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลาย”

“หลายสโมสร เริ่มมีสัญญาณเตือนว่าพวกเขาค้างค่าเหนื่อยกับนักเตะ หรือจ่ายเงินล่าช้า ซึ่งในตอนนี้มันดูเป็นปัญหาเล็กๆ แต่เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ มันก็จะเริ่มใหญ่และกลายเป็นปัญหาระยะยาว ซึ่งเราต้องระวังให้มาก เพราะ ในปีที่ผ่านมาก็มีหนึ่งสโมสรที่ต้องยุบลงไปคือ บีบีซียู เอฟซี ในลีกรอง ที่ให้เหตุผลว่าไม่ต้องการทำทีมต่อ รวมถึงอีกหลายสโมสรที่มักจะค้างค่าเหนื่อยนักฟุตบอล”

หลายฝ่ายคิดว่า การลงทุนที่สูงจะทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ด้วยเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ทำให้ จำนวนผู้ชมที่เดินทางมาที่สนามกลับลดลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายรับที่ลดตามลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

แม้กระทั่ง สถานการณ์ในปัจจุบันของฟุตบอลลีกหลายประเทศที่เคยมีทีท่าว่าจะบูม อาทิ เอสลีก ของสิงคโปร์ ที่เคยทุ่มทุนจ้างนักเตะทีมชาติไทยไปร่วมทีม แต่ในตอนนี้กลับไม่มีใครให้ความสนใจ ในขณะเดียวกัน ชาติมหาอำนาจในเอเชีย อย่างญี่ปุ่น กว่าจะตั้งตัวได้ก็เคยล้มไปหนึ่งครั้ง หลังเคยจ้างนักเตะทีมชาติบราซิล อย่าง ซิโก้ หรือ คาร์ลอส ดุงก้า แต่ก็ไม่สามารถปลุกกระแสขึ้นมาได้ ขณะที่จีน ที่ลงทุนให้ค่าเหนื่อยนักเตะก้อนโต อาทิ คาร์ลอส เตเบซ ที่ได้เงินจาก เซี่ยงไฮ้ เฉิ่นหัว เดือนละ 615,000 ปอนด์ หรือประมาณ 27.2 ล้านบาท หรือคิดเล่นๆ เป็นชั่วโมงละ 162,247 บาท ตอนนี้ก็เจอวิกฤต หลังรัฐบาลจีนเริ่มสงสัยถึงแหล่งที่มาของเงิน จนต้องสั่งให้หลายสโมสรหยุดการคว้าตัวนักเตะต่างชาติมาร่วมทีมเลยทีเดียว

เบนจามิน ตัน กล่าวถึงวิธีป้องกันเรื่องการล่มสลายของลีกว่า “หลายทีมพยายามทุ่มเงิน เพื่อซื้อความสำเร็จ แต่หลังจากนี้ทุกอย่างมันต้องเริ่มจากการสร้างรากฐาน เช่นการผลักดันนักเตะเยาวชนของตัวเองจากอคาเดมี ที่เป็นการลงทุนระยะยาวเหมือนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือ รักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน เพราะหากคุณไม่มีรากฐานที่แข็งแกร่ง มันก็ยากที่จะยืนอยู่ได้ในระยะยาว”

“สิ่งสำคัญคือเราอาจจะต้องตั้งกฏการเงินขึ้นมาเหมือนกับที่ในทวีปยุโรปทำ เพราะตอนนี้ในเอเชีย เรายังไม่มี กฏการเงินก็คือการแสดงบัญชีรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี โดยที่รายจ่ายห้ามสูงกว่ารายรับโดยเด็ดขาด ซึ่งจะทำให้หลายทีมไม่กล้าทุ่มเงินซื้อนักเตะ นอกจากนี้ก็ต้องกำหนดกฏเกณฑ์เรื่องแบงค์การันตี ซึ่งเป็นเหมือนการวางเงินมัดจำในกรณีที่ทีมมีปัญหา ก็จะสามารถนำเงินตรงนี้มาช่วยเหลือสโมสร เพื่อป้องกันปัญหาการถอนทีม ซึ่งมันจะส่งผลต่อฟุตบอลไทยในวงกว้าง”

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานคือการเริ่มต้นนับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการรักษามาตรฐานให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยคงไม่ต้องการที่จะเห็น ฟุตบอลไทยกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้งเหมือนตอนที่คนไทยต้องเคยพบเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ที่ผ่านมา