วิชัย นาพัว
ชีวิตที่ออกแบบเองได้ของหนุ่มชาวนาอินดี้แห่งท่ามะไฟหวาน

เรื่อง: ชลลดา เตียวสุวรรณ
ภาพ: วิชัย นาพัว

ด้วยดีกรีการศึกษาแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชัย นาพัว เป็นทั้งศิลปินวาดรูป ชาวนา อาสาสมัครปลูกป่า-ดับไฟป่า วิทยากรค่ายสามเณร และผู้นำชมรมเด็กรักนก วงจรชีวิตตลอด 12 เดือนของเขามีกิจกรรมแน่นเอี้ยดตลอดทั้งปี แบบมีกิน มีใช้ ไม่มีหนี้ แถมอยู่ได้-สบายดี-มีประโยชน์

บทสัมภาษณ์ที่อาจไม่ได้ให้คำตอบใดๆ แต่กลับจะได้คำถามกลับไปแทนว่า…คุณมีชีวิตที่น่าพอใจแล้วหรือยัง ?

เกิด เติบโต เข้าโรงเรียน เรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรี มีงานดีๆ รับเงินเดือนสูงๆยิ่งๆขึ้นไป มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ…ดูจะเป็นสูตรสำเร็จของชีวิตที่เรารู้จักดีจากการปลูกฝังและวางมาตรฐานในโลกยุคนี้ จนนึกไม่ออกว่า คนที่มีวิถีของชีวิตที่แตกต่างไปจากนี้ เขาอยู่ดีมีความสุขได้แบบไหนบ้าง ?

แม้แต่ ‘ภาพ’ ของชาวนาที่เข้าใจกันว่า ต้องหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินอยู่ตลอดเวลานั้น ก็อาจบดบังมุมอื่นๆที่ชาวนาคนหนึ่งสามารถเป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกร นักปลูกป่า อาสาสมัครดับไฟป่า วิทยากรดูนก หรือ กระบวนกรจัดค่ายสามเณร…ทั้งหมดนี้คือความ ‘อินดี้’ ของหนุ่มชาวนาคนนี้

ศิลปินชาวนา..วิชัย นาพัว สามารถฉายภาพชีวิตที่ออกแบบเองได้โดยไม่หวั่นไหวว่าจะถูกต้องตรงตามมาตรฐานของใคร ในบ่ายวันหนึ่ง ณ ศาลากลางทุ่งบนที่ราบสูง ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

“ผมเกิดที่ท่ามะไฟหวานนี่แหละ เข้าโรงเรียนประถมที่นี่ พอจบ ป.6 ก็เลิกเลย ไม่เรียนต่อ(หัวเราะ)”

นั่นคงเป็นความอินดี้เบอร์แรกๆของเขา ถึงแม้จะอยู่ห่างรั้วโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันเขาก็อยู่ใกล้วัด คือวัดภูเขาทองและวัดป่าสุคะโตซึ่งมีหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เป็นเจ้าอาวาสในตอนนั้น ขณะที่ไม่ได้เข้าสู่เบ้าหลอมของการศึกษาในระบบ ด.ช.วิชัยก็ได้ถูกหล่อหลอมโดยพระผู้ใหญ่ผู้มีปัญญาญาณและเป็นพระนักพัฒนา

“เวลาหลวงพ่อเทศน์ทุกเช้าตอนตี 4 ท่านก็จะเทศน์เรื่องธรรมะสักครึ่งนึง อีกครึ่งท่านจะพูดเรื่องการทำมาหากิน การปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง พูดเรื่องโทษภัยของการใช้สารเคมี ชวนทำกิจกรรมปลูกป่า ดับไฟป่า ผมก็ซึมซับเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมจากหลวงพ่อมาตั้งแต่เด็ก” วิชัยในวัยหนุ่มเล่าที่มาที่ไปที่ทำให้เด็กจบ ป.6 อย่างเขากลายเป็นอาสาสมัครมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

นอกจากนี้การเป็นสมาชิกของชมรมเด็กรักนกที่ทางวัดภูเขาทองจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกิจกรรมดูแลเด็กๆในหมู่บ้านท่ามะไฟหวานให้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการฝึกทักษะเกี่ยวกับการดูนกและวาดรูป ก็ทำให้วิชัยได้พัฒนาวิชาดูนกจนสามารถจัดค่าย เป็นวิทยากรบรรยายให้กับโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆมากมายในทุกวันนี้ ที่สำคัญ…ทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่รักมากที่สุดคือ การวาดรูป

ดูเหมือนวิชัยเลือกใช้ชีวิตราวกับไม่ต้องเป็นห่วงกังวลเรื่องปากท้องหรือการหารายได้…สงสัยทางบ้านจะมีฐานะ…เราเลียบเคียงถาม

“ไม่ได้มีฐานะอะไรหรอกครับ พ่อผมมีที่นา ทำนาเอง เพราะฉะนั้นข้าวนี่มีกินแน่นอน ไม่อด ถ้าจะอดก็คือ อดกินของแพงๆ(หัวเราะ) พอช่วงวัยรุ่น ผมก็ออกไปทำงานโครงการศึกษาช้างป่าให้มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า ไปอาสาสอนหนังสือชาวกะเหรี่ยงบนดอย ประมาณปี 2540 ก็กลับมาบ้าน เริ่มมาสานต่อกิจกรรมชมรมเด็กรักนกของวัด ขยายพื้นที่ทำกิจกรรมออกไปตามโรงเรียนรอบๆนอกหมู่บ้าน ได้ค่าตอบแทนเป็นค่ารถบ้าง ค่าวิทยากรบ้างเล็กๆน้อยๆ ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ สีข้าวเอง แพคเอง ขายเอง แล้วก็เขียนรูปขายด้วย”

ฟังไปฟังมาชักจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าหนุ่มนักกิจกรรมคนนี้ทำอะไร-ตอนไหน-อย่างไร จึงขอให้เขาเล่าลำดับเป็นวงจรชีวิต 12 เดือนในแต่ละปี น่าจะดีกว่า

“อ่ะ…เริ่มจากมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ นี่เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวในนา

พอเข้ามีนาคมก็เตรียมค่ายเณร เพราะที่วัดป่าสุคะโตจะมีการบวชเณรภาคฤดูร้อนทุกปี ซึ่งก็จะมี 2 ส่วนคือ อบรมธรรมะกับกิจกรรมสิ่งแวดล้อม เราจะช่วยทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมซึ่งจะมีการธุดงค์ แคมป์ปิ้ง อะไรแบบนี้ เราจะเริ่มคิดออกแบบกิจกรรม สำรวจเส้นทางที่จะพาเณรไปเดิน

พอเสร็จค่ายเณรเดือนเมษายนแล้ว พฤษภาคมเราก็จะมาไถแปรที่นาเรา

มิถุนายน ถึง กรกฎาคม นี่จะทำนา คือหว่านกล้าและปักดำ ควบคู่ไปกับกิจกรรมปลูกป่าประจำปีเป็นโครงการฟื้นฟูป่าภูหลงซึ่งต้องติดต่อประสานงานกับองค์กรภายนอก

สิงหาคม ก็จะต้องเริ่มประชุมเรื่องงานธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว ซึ่งทางพระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล เป็นผู้นำขบวนช่วง 1-8 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งแก่นแนวคิดหลักและเส้นทางเดินจะเปลี่ยนไปทุกปี เราต้องเริ่มคิด สำรวจเส้นทางแล้วว่า ยังไงถึงจะได้เนื้อหาตามแนวคิดหลักที่วางไว้ กันยายน พอสรุปเนื้อหาและเลือกเส้นทางที่จะเดินได้แล้ว ตุลาคม-พฤศจิกายน ก็ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ชุมชนที่ขบวนธรรมยาตราจะต้องผ่านไป ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเนื้อหานั้นๆกับชาวบ้าน เช่น บางปีเรารณรงค์เรื่องความมั่นคงทางอาหาร ความสำคัญของแหล่งน้ำ การดูแลคุณภาพน้ำในลำปะทาว เป็นต้น ก็ไปถ่ายสารคดีสั้นๆง่ายๆฮาๆฉายให้ชาวบ้านดู พูดคุยให้เขาฉุกคิด คิดต่อ ประมาณนั้น

ต้นธันวาคมนี่เทคิวให้กิจกรรมธรรมยาตรา ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับการเกี่ยวข้าวบ้าง ที่ต้องเกี่ยวช้า ถ้าข้าวแก่มากก็ร่วง หรือบางทีเกี่ยวไว้แล้วฝนตกใส่บ้าง พอเสร็จงานธรรมยาตราก็ต้องมาจัดการเรื่องเกี่ยวข้าว นวดข้าว ขนขึ้นยุ้งต่อไป”

อ้าว…แล้ววาดรูปตอนไหน?

“ทุกตอนเลยครับ รูปนี่เขียนได้ทุกที่ ทุกเวลา เขียนรูปตลอดปีอยู่แล้ว ผมว่าอาชีพผมจริงๆคือ เขียนรูปขายนะ(ยิ้มภูมิใจ)”

ลองถามต่อเพราะไม่แน่ใจ วิถีชีวิตแบบนี้ เลือกที่จะออกแบบเองหรือเป็นไปตามยถากรรม?

“ทั้งสองอย่างนะครับ ถ้ายถากรรมแปลว่าฤดูกาล วิถีของธรรมชาติ ในการทำนา ผมก็ต้องอาศัยจังหวะเวลาแบบนั้น แต่การเลือกมาปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ ทำงานอาสาสมัคร รักษาป่า รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป แล้วต้องพยายามจัดสรรให้มันลงตัว ก็ต้องเป็นการออกแบบชีวิตของเราเอง” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจของวิชัย นาพัว ที่ปิดท้ายคำตอบนั้นเหมือนจะบอกว่า…ความสุขอยู่ที่ความพอใจนั่นเอง

การที่ต้องเรียนให้จบปริญญาตรีเป็นขั้นต่ำ หางานที่มั่นคง เงินเดือนสูงทำในกรุงเทพฯ ไต่เต้าเป็นผู้บริหารระดับสูงให้ไว…อาจไม่ใช่นิยามความสำเร็จสำหรับทุกคน

บางที…ชีวิตที่ประสบความสำเร็จอาจหมายถึง ชีวิตที่เลือกได้และได้เลือก…ทำอย่างที่ต้องการ

ลองถามตัวเองว่า เรามีชีวิตที่น่าพอใจแล้วหรือยัง คำตอบอาจนำไปสู่การออกแบบใหม่ๆให้ตัวเองก็เป็นได้

ขอบคุณภาพถ่ายจาก วิชัย นาพัว

facebook : Vichai Naphua