ป่าช้าน่าเที่ยว
เพิ่มมูลค่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วย ‘เรื่องราว’
ที่ทำให้ที่สุด ‘เยียบเย็น’ กลายเป็นที่น่า ‘เยี่ยมเยือน’

เรื่องและภาพ : เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย

รวมเรื่องราวป่าช้าน่าไปเที่ยว (บรื๋อส์!!!) จากฝรั่งเศส เชค และญี่ปุ่น ตั้งแต่สุสานตระกูลโมเนต์ซึ่งสะท้อน ความสัมพันธ์อันแนบแน่น ซับซ้อนและอ่อนไหวของครอบครัว เพื่อนเก่า เมียรักไว้อย่างเต็มเปี่ยม ต่อด้วยป่าช้าหน้าค่ายกักกันชาวยิวยุคนาซีครองเมืองที่เก็บซ่อนเรื่องราวบีบหัวใจในอดีต ไปจนถึงป่าช้าสุดร่มรื่นกลางป่าสนบนยอดเขาในญี่ปุ่น ….ที่จะเปลี่ยนมุมมองความรู้สึกต่อป่าช้าของคุณไปอย่างสิ้นเชิง

สุสานใกล้บ้านโมเนต์

ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 70 กม. มีหมู่บ้านเล็กๆที่คงไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไรหากไม่ได้มีบ้านและสวนของศิลปินใหญ่ระดับโลกอย่าง โคลด โมเนต์ ที่เขานั่งรถไฟตระเวนไปหาที่ลงหลักปักฐานนานกว่า 126 ปีมาแล้ว

งานศิลปะตระกูลอิมเพรสชันนิสม์ของโมเนต์นั้นเป็นมรดกของชาติที่ฝรั่งเศสภาคภูมิใจขั้นสุด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าบ้านและสวนของโมเนต์ รวมถึงหมู่บ้านจิแวร์นี (Giverny)จะได้รับการทำนุบำรุงดูแลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาอันดับต้นๆของประเทศ

ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้โมเนต์แล้วละก็ เมื่อชมบ้านและสวนใหญ่โตของเขาจนสาแก่ใจแล้ว ก็มักจะเดินเลาะตามถนนเล็กๆในหมู่บ้านที่ลากผ่านหน้าบ้านศิลปินใหญ่ไปทางโบสถ์ประจำหมู่บ้าน ด้านหลังโบสถ์นั้นเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพลดหลั่นเรียงราย แต่หลุมที่ต้องมองหา หลบอยู่ในมุมด้านล่างก่อนขึ้นเนินนั้นเอง

หลุมฝังศพของตระกูลโมเนต์เป็นเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ มีไม้กางเขนใหญ่เป็นเสากลม หล่อด้วยซีเมนต์ ล้อมรอบด้วยพุ่มไม้ดอกไม้ประดับสมกับเป็นสุสานของศิลปินผู้รักสวน

สมาชิกในหลุมแห่งนี้นอกจาก โคลด โมเนต์ แล้ว ยังมีภรรยาคนที่สอง ชื่อ อลิซ , ลูกชายของโคลด 2 คน , ลูกสาวบุญธรรม(ลูกของอลิซ) 1 คน และเพื่อนรักของโคลดซึ่งเป็นสามีคนแรกของอลิซ(ไม่งงนะ?)

หากสงสัยว่าไปไงมาไง สามีเก่ากับสามีใหม่ของอลิซจึงได้มาฝังร่างอยู่ข้างเคียงกันได้ ก็ต้องย้อนไปสืบประวัติครอบครัวของโมเนต์กันอย่างละเอียดสักหน่อย…

โคลด โมเนต์มีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากชื่อ คามิลล์ มีเพื่อนรักเป็นเศรษฐีเจ้าของห้างสรรพสินค้าในปารีส คือ ครอบครัวสามี-ภรรยา ชื่อ เออร์เนส กับ อลิซ แต่แล้วก็เกิดเหตุพลิกผันการณ์กลับเป็นว่าเอาเข้าจริงเออร์เนสก็ไม่ได้มีเงินทองมหาศาลอะไรสักเท่าไหร่ ห้างสรรพสินค้าของเขาล้มละลาย เออร์เนสอับอายจนต้องแทรกแผ่นดินปารีสหนีไปอยู่ประเทศอื่น ทิ้งอลิซกับลูก 6 คนให้เผชิญชีวิตกันต่อไปเอง โมเนต์กับคามิลล์จึงรับเอาอลิซและลูกๆเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย

แต่หลังจากคามิลล์คลอดลูกชายได้ไม่นาน เธอก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค อลิซจึงทำหน้าที่ดูแลโมเนต์ รวมถึงลูกๆของเขา และลูกๆของเธอเองนับแต่นั้น ต่อมาเมื่อได้ข่าวว่าเออร์เนสเพื่อนรักเสียชีวิตลง โมเนต์จึงนำร่างของเขากลับมาฝังที่สุสานแห่งนี้ แล้วจึงแต่งงานกับอลิซให้เป็นเรื่องเป็นราว และเมื่ออลิซเสียชีวิตลงใน 20 ปีต่อมา…ก็ได้ฝังร่างไว้ใกล้ๆกับเออร์เนส จนกระทั่งเวลานั้นของโมเนต์มาถึง เขาคงอยากอยู่ใกล้ๆคนที่เขารักมากกว่าที่อื่นใดในโลก

ป่าช้าหน้าค่ายเทเรซิน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคนาซีครองยุโรป ได้เปลี่ยนเมืองเทเรซิน (Terezin) ของสาธารณรัฐเชคทั้งเมืองให้กลายเป็นคุกคุมขังนักโทษการเมือง และยึดพื้นที่ในป้อมปราการประจำเมืองเป็นค่ายกักกันชาวยิว

สุสานฝังศพประมาณหนึ่งพันหลุมเรียงรายเป็นแถวแนว เต็มพื้นที่กว้างหน้าค่ายกักกันฯแห่งเทเรซินที่มีประติมากรรมดวงดาว 6 แฉกขนาดยักษ์ (Star of David) สัญลักษณ์ของชาวยิวประดับอยู่อย่างโดดเด่น บ่งบอกจำนวนคนยิวที่ถูกสังหารแต่เพียงคร่าวๆเท่านั้น

คนที่มาเที่ยวชมค่ายกักกันแห่งเทเรซินจะต้องเดินไปตามถนนแคบๆร่มรื่นที่ลากผ่านสุสานนี้ที่นำไปสู่ประตูค่ายลายแถบขาวสลับดำ ในตอนแรกที่เดินผ่านเข้าไป อาจยังไม่รู้สึกอะไรนัก แต่เมื่อได้เข้าไปเห็นอดีตห้องขัง แดนประหาร อุโมงค์ลำเลียงนักโทษฯลฯ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์แล้ว ขากลับออกมาทางประตูลายขาวสลับดำบานนั้น…สุสานนับพันหลุมกลับมีเรื่องราวและความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

สุสานป่าสนบนยอดเขาโคยะ

โคยะซัง(Koyasan)หรือเขาโคยะที่ต้องนั่งรถไฟจากเมืองโอซาก้ากว่า 1 ชั่วโมง 40 นาที แล้วยังต้องนั่งรถรางขึ้นเขาต่ออีกทีนี้ เป็นเมืองขนาด 10 กว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้น แถมยังมีแต่วัด นับได้ 117 วัด เรียกว่าเป็น ‘เมืองวัด’ ได้เต็มปาก

สถานที่สำคัญที่สุดบนยอดเขานี้ คือ ป่าช้าโบราณขนาดใหญ่ มีหลุมศพของพระและชาวบ้านในแถบนี้ทั้งที่เรียงรายและทับถมกันอยู่ราว 2 แสนหลุม!!
ที่แปลกก็คือ โคยะซังเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบเสียด้วยสิ ยืนยันได้ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่หลั่งไหลขึ้นมาเที่ยวทั้งด้วยประจำทางและรถส่วนตัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทุกคนมุ่งหน้าไปที่ไฮไลท์ของเมือง คือ ป่าช้าโบราณของวัดโอคุโนะ

การเดินท่องไปในสุสานกลางพื้นที่ป่าสนซีดาร์อายุนับร้อยๆปีให้ความรู้สึกสงบ…สบาย เย็นกาย เย็นใจ มากกว่าน่ากลัวขนหัวลุก ทางเดินโล่งสะอาดยาว 2 กม.นำไปสู่ท้ายป่าช้าอันเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญซึ่งเป็นที่เก็บศพของท่านโกโบไดจิ…พระผู้ก่อตั้งนิกายชินกอนขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อ 1,000 กว่าปีก่อนนั่นเอง

สถานที่ใดๆในโลก ขอเพียงมี ‘เรื่องราว’(Story)น่าสนใจขยายความบรรจุอยู่ในตัว ย่อมดึงดูดผู้มาเยือนได้เสมอ แม้ว่าสถานที่นั้นจะดูหน้าตาธรรมดา หรือต่อให้เป็นป่าช้าก็ตาม

และแม้จะมีสถานภาพ ‘แหล่งท่องเที่ยว’ ก็ไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นที่ที่มีความเอะอะอึกทึกเพื่อเรียกร้องความความสนใจเสมอไป บางทีบรรยากาศสงบงาม เรียบง่าย แต่ทว่าตรึงใจผู้คนด้วยเรื่องราวเฉพาะตัวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าขาน กลับทำให้สถานที่นั้นๆมีคุณค่าน่าเที่ยวและบอกต่อ มากกว่าจะเป็นเพียงฉากถ่ายรูปสวยๆ

นี่เป็นข้อสังเกตหนึ่งที่ไม่อยากให้การจัดการท่องเที่ยวของไทยหลงลืมหรือมองข้ามไป