Personal Trainer
อาชีพมาแรงของคนรุ่นใหม่ รายได้ดี มีสไตล์
แค่กล้ามใหญ่ก็เป็นได้ จริงหรือ?

เรื่อง: พรรณสิริ
ภาพ:

ในยุคที่เทรนด์ออกกำลังกายกำลังมาแรง นอกจากฟิตเนสข้ามชาติซึ่งยึดหัวหาดห้างสรรพสินค้าใหญ่ ฟิตเนสและยิมสายพันธุ์ไทยเองก็เปิดตัวกระจายไปในทำเลต่างๆ ที่มีศักยภาพ อาชีพผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลด้านการออกกำลังกาย หรือ Personal Trainer (PT) จึงเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น คนรุ่นใหม่ซึ่งหลงใหลการดูแลสุขภาพ เห็นช่องทางสร้างรายได้ ก็เริ่มผันตัวมาสู่อาชีพนี้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วอาชีพเทรนเนอร์เป็นกันได้ง่ายๆ จริงหรือ? แล้วในโลกการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำอย่างไรจึงจะโดดเด่นและยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแสแบบนี้…

“อาชีพ Personal Trainer (PT) หรือเรียกสั้นๆ ว่าเทรนเนอร์ มีหน้าที่ในการจัดตารางและเทคนิคการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน ถ้าอยู่ในฟิตเนส เงินเดือนก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ 9,000 – 35,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ ไม่รวมค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งจากการเทรนลูกค้า ส่วนเทรนเนอร์อิสระ (freelance) ราคาเฉลี่ยชั่วโมงละ 800 บาท ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์เหมือนกัน”

ป้อม-สราวุธ ประชาพิชัย เจ้าของ Muscle Zone Gym ศูนย์ออกกำลังกายย่านพุทธมณฑทล สาย 2 อดีตครูสอนเทรนเนอร์ (Master Trainner) ประจำฟิตเนสชั้นนำของเมืองไทย ผู้คร่ำหวอดในแวดวง เวท เทรนนิ่ง (Weight Training) ร่วม 15 ปี ฝึกอบรมสร้างเทรนเนอร์มาแล้วร่วม 5,000 คน ทั่วฟ้าเมืองไทย อธิบายถึงรายได้ของอาชีพเทรนเนอร์ให้ฟังแบบคร่าวๆ

“ถ้าถามว่าเทรนเนอร์ทำงานอะไรบ้าง ผมยกตัวอย่าง หมอนวดใช้แรงแทบเป็นแทบตาย ได้ค่านวดชั่วโมงละ 300 ต้องหัก ครึ่งนึงให้เจ้าของร้าน แต่นี่ค่าจ้างชั่วโมงละ 800 ไม่ต้องหักอะไรเลย มายืนสั่งให้ทำแป๊บเดียว บางทีเทรน 4 ท่า ท่าละ 3 เซ็ท จบแล้ว ทำงานแค่วันละชั่วโมง หนึ่งเดือนได้ 24,000 บางคนเห็นแบบนี้ก็นึกว่าง่าย รายได้ดี เลยอยากโดดเข้าสู่อาชีพนี้

แต่….เมื่อต่างมุ่งหน้าเข้ามาเป็น PT โดนไม่มีความรู้เพียงพอ การสอนลูกค้าผิดๆ จึงมีให้เห็นเกลื่อนกลาด

“แต่ก่อน ผมก็คิดว่าอาชีพเทรนเนอร์เป็นกันได้ง่ายๆ ผมเริ่มจากลองซื้อดัมพ์เบลล์มาเล่นที่บ้าน สักพักหนึ่งเพื่อนก็ชวนเข้ายิม ทำให้เริ่มรู้ตัวเองว่าชอบทางนี้ พอชอบก็อยากทำเป็นอาชีพ เลยส่งใบสมัครไปที่ฟิตเนสใหญ่แห่งหนึ่ง รออยู่ 3 เดือน เขาก็ไม่ตอบกลับมา ซึ่งก็ถูกแล้ว เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้เลย”

จากคนที่เริ่มออกกำลังกายด้วยใจรัก เขาตัดสินใจไปศึกษาหาความรู้อย่างจริงจังเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬาและนันทนาการ (Sport Science and Recreation) ที่สถาบัน TAFE (Technical and Further Education) ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

“เดิมผมจะไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย ตั้งใจจะสมัคร MIB (Master of International Business) เกี่ยวกับด้านธุรกิจระหว่างประเทศ แต่พอมหาวิทยาลัยตอบรับ ผมกลับคิดหนักมาก ก่อนตัดสินใจบอกครอบครัวว่าขอไม่เรียนด้านนี้ แต่ขอเรียนด้านออกกำลังกายแทน ซึ่งที่บ้านก็ตามใจ…”

นั่นถือเป็นก้าวแรกสำหรับการเข้าสู่อาชีพเทรนเนอร์อย่างจริงจัง เมื่อกลับถึงเมืองไทยในจังหวะที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ป้อมได้งานอย่างรวดเร็ว แต่…อาชีพเทรนเนอร์ในฟิตเนสของเมืองไทย กลับไม่เหมือนที่วาดฝันไว้ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานอย่างรวดเร็ว…ไม่แพ้กัน

“เราไม่เข้าใจว่าทำไมเทรนเนอร์ต้องทำยอดขาย ที่ซิดนีย์จะมีฝ่ายขายแยกต่างหาก ส่วนเทรนเนอร์มีหน้าที่ให้ความรู้และดูแลลูกค้า แต่ที่เมืองไทย เทรนเนอร์ต้องขายก่อน ทำงานได้ 1 อาทิตย์ เราต้องปิดดีลลูกค้าคนแรกให้ได้ ตอนนั้นลูกค้าเราเป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ เขาเหมือนจะชอบที่เราเทรน เทรนเนอร์รุ่นพี่เดินเข้ามา ถามว่ามีเงินในบัญชีเท่าไหร่ น้องบอกหมื่นหนึ่งพันบาทค่ะ รุ่นพี่บอกเอามาให้หนึ่งหมื่นก่อน เราอึ้งไปเลย พูดไม่ออก คือจะไม่ให้น้องเขาเก็บไว้จ่ายค่าหอ ค่าเรียนบ้างเลยหรือ เคสนี้เป็นเคสแรกและเป็นเคสสุดท้ายที่เราทำ”

หลังจากลาออกได้ไม่นาน ด้วยความสามารถประกอบกับความรู้ติดตัวด้านภาษาอังกฤษ ทำให้เขามีโอกาสกลับเข้ามาทำงานที่เดิมอีกครั้ง ในบทบาทผู้ช่วยครูสอนเทรนเนอร์ซึ่งไม่ต้องทำยอดขาย แต่มีหน้าที่คอยอบรมเทรนเนอร์ ก่อนส่งไปประจำสาขาต่างๆของฟิตเนสชื่อดังในยุคนั้น

เมื่อมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เขาจึงเริ่มบินเดี่ยวในฐานะครูสอนเทรนเนอร์ (Master Trainer) เต็มตัว โดยมีหน้าที่อัพเดทความรู้และเทคนิคการออกกำลังกายให้กับเทรนเนอร์ของสถานออกกำลังกายสัญชาติสิงคโปร์ชื่อดังแห่งใหม่ แต่ด้วยปัญหารูปแบบเดิมที่เทรนเนอร์ต้องทำหน้าที่หาลูกค้าและปิดยอดขายไปด้วย ทำให้ผู้เข้าอบรมไม่มีกะจิตกะใจที่จะพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างเต็มที่ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกมาเปิดยิมของตนเองในชื่อ Muscle Zone Gym เพื่อสร้างนโยบายที่แตกต่างจากฟิตเนสที่เขาเคยทำงานมา

“ปกติ เทรนเนอร์จะโดนบี้เรื่องยอดตลอดเวลา ส่งผลให้น้องๆ ไม่ค่อยมาเข้าอบรมเพิ่มเติมความรู้กับเรา หรือเข้าอบรมแต่ก็ไม่ตั้งใจ คอยแต่จะนึกว่าวันนี้ต้องปิดลูกค้าคนไหนบ้าง พอผมมาทำเอง ผมจะบอกเทรนเนอร์ทุกคนว่า พี่ไม่สอนให้ขาย แต่จะสอนให้พวกเราดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ให้ใช้ความพยายามเพื่อให้ลูกค้าอยู่กับเรา ด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพราะเทรนเนอร์ที่เก่ง ฝีมือจะขายตัวเองได้อยู่แล้ว”

และในปัจจุบันที่รูปแบบการออกกำลังกายกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คุณป้อมแนะนำว่าเทรนเนอร์ที่ดีควรจะต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

“อาชีพเทรนเนอร์ มีทั้งคนที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือพละศึกษามาโดยตรง กับคนที่เรียนรู้ฝึกฝนด้วยตนเอง ซึ่งข้อดีของคนที่จบวิทยาศาสตร์การกีฬา คือจะมีพื้นฐานทฤษฎีเกี่ยวกับร่างกายและการเคลื่อนไหวมาแล้ว ถ้าได้ต่อยอดก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก แต่กลุ่มนี้มักไม่ค่อยมีรูปร่าง อย่างนักฟุตบอล นักวิ่ง แข็งแรงจริง แต่รูปร่างไม่เหมือนนักกล้าม พอให้ลงเครื่อง เล่นไม่ได้เลยก็มี ในขณะที่อีกกลุ่มเป็นพวกที่ชอบเล่นกล้าม อาศัยหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ท เล่นเองแล้วได้ผล เลยมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่นต่อ คืออาจรู้ทฤษฎีนิดหน่อย แต่จะเอาวิธีที่เทรนตัวเองแล้วประสบความสำเร็จไปสอนคนอื่น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ต้องเติมสิ่งที่ขาดไป”

การไปเข้าอบรมหรือหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองคือการลงทุน ยิ่งมีต้นทุนมาก มูลค่าของเทรนเนอร์คนนั้นก็จะสูงกว่าเทรนเนอร์ที่ย่ำอยู่กับที่

“ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการเทรนใหม่ๆ เป็นเรื่องจำเป็น เช่น functional training (การออกกำลังกายที่ฝึกการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนอย่างเหมาะสม ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน) เทคนิคเทรนนิ่ง (Training Technique) ที่หลากหลาย ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด(condition) ต่างๆ ของร่างกาย เพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกคนจะเทรนเหมือนกันได้หมด แล้วยิ่งถ้าอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ ลูกค้าทำตามแล้วประสบผลสำเร็จ ก็จะยิ่งดี”

ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เทรนเนอร์คนหนึ่งโดดเด่นจากคนอื่นๆ ก็คือ ความรักในการออกกำลังกาย

คนที่มีแพชชั่น จะอยากพัฒนาตัวเอง อยากให้บอดี้ดีขึ้น เต็มใจที่จะทำงานหนักและใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่น ไม่ปล่อยตัวเองให้อยู่กับความสบายจนเคยชิน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่มีทางลัด แต่ต้องใช้เวลา ความอดทน ค่อยๆ สะสมความรู้กันไป เอาแค่เรื่องบอดี้ ก็ต้องฝึกฝนไม่น้อยกว่า 5 ปี

แต่…เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีด้วย จรรยาบรรณในอาชีพจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“การที่ลูกค้าเลือกเรา แสดงว่าเขามั่นใจว่าเราดูแลเขาได้ เราจึงต้องซื่อสัตย์ ใช้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อดูแลเขาได้จริงๆ ไม่ใช่จะขายคอร์สอย่างเดียว หรืออู้ มีหลายคนที่รู้ว่าตัวเองทำได้ดีกว่านี้ แต่ไม่ทำ เพราะลูกค้าไม่เดือดร้อนหรือไม่รู้ แบบนี้ไม่โอเค แล้วไม่ควรสนิทสนมกับลูกค้าเพศตรงข้ามนอกเหนือเวลางาน เพราะหวังยอด จะยิ่งทำให้ชื่อเสียงในวงการไม่ดีไปกันใหญ่”

“ทำให้ดีที่สุดในจุดที่เรายืนอยู่ ในสิ่งที่เรารับผิดชอบ ผมเชื่อว่าคนที่รักในสิ่งที่ทำ ทำเต็มที่จริงๆ โดยสุจริต ไม่เอาเปรียบใคร เขาจะเห็นทางของเขาเองว่าจะไปทางไหนได้”

คุณสมบัติของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลด้านการออกกำลังกาย หรือ Personal Trainer (PT)

1.มีความรู้ ซึ่งประกอบด้วย

ความรู้พื้นฐาน

  • ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ (กระดูกและกล้ามเนื้อ)
  • ความรู้เรื่องระนาบการเคลื่อนไหว
  • การออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกาย โดยพิจารณาจากเป้าหมายและข้อจำกัดของลูกค้า
  • ความรู้โภชนาการเบื้องต้น

ความรู้ต่อเนื่อง (Continuing Education) เกี่ยวกับเครื่องเล่น อาทิ

  • พาวเวอร์เพลท (Power Plate) เครื่องออกกำลังกายที่อาศัยแรงสั่นสะเทือน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
  • โฟมโรลเลอร์ (Foam Roller) อุปกรณ์นวด ช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ
  • เชือก TRX (Total Body Resistance Excercise) อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ใช้ในการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เทคนิคการออกกำลังกายใหม่ๆ อาทิ Functional Training, Advance Muscle and Strength Development (การพัฒนาความแข็งแรงและกล้ามเนื้อขั้นสูง)
  • หลักสูตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ Fitness Nutrition Specialist (ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโภชนาการเพื่อการออกกำลังกาย)
  • 2. มีวินัยในการเทรนลูกค้า ตรงต่อเวลา เตรียมโปรแกรมการเทรนล่วงหน้า และแจ้งชัดเจนว่าวันนี้จะเทรนส่วนไหน ด้วยเทคนิคอะไร ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับลูกค้า

    3. มีวินัยในการดูแลตัวเองและพัฒนารูปร่างอย่างสม่ำเสมอ

    4. มีจรรยาบรรณ อาทิ ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างเทรน ไม่สนิทสนมกับลูกค้าต่างเพศจนเกินงาม

    หากไม่จบสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาหรือพละศึกษา สามารถศึกษาหลักสูตรผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลระดับมืออาชีพ (Certified Personal Trainer Course) ซึ่งได้รับการรับรองจาก American Council on Exercise (ACE) ได้ที่สถาบัน Fitness Innovations (Thailand) สถาบันฝึกอบรมบุคคลากรด้านการสอนออกกำลังกาย มาตรฐานสากล มีสาขาอยู่ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จีน และอินเดีย