ทบทวนความฝันที่ฟาร์มเมลอน
ท่องเที่ยวเชิงเกษตร…ต้องพร้อมแค่ไหน ถึงจะไปรอด

เรื่อง: ชลลดา เตียวสุวรรณ
ภาพ : วรุตม์ รอดคะเชนทร์

“เรากำลังนับหนึ่ง”

เจ้าของความฝันที่น่าหอมหวานเหมือนรสชาติเมลอนที่เธอริเริ่มปลูก…คุณอิน พิมพ์วิสา อินทร์โต เอ่ยคล้ายเป็นประโยคปริศนาให้เราอยากซักถามถึงความหมาย ทั้งที่ภาพของฟาร์มเมลอนอย่าง อินทร์โตฟาร์ม ที่มีโรงเรือนปลูกถึงกว่า 40 โรง ในเนื้อที่กว่า 90 ไร่นั้น ดูมาไกลกว่าการนับหนึ่งมากมายนัก

ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พูดได้ว่าฟาร์มเมลอนริมถนนหมายเลข 3064 ซึ่งเชื่อมระหว่าง อ.เมือง กับ อ.แสวงหา จ.อ่างทอง แห่งนี้เป็นที่รู้จักของลูกค้าเมลอนและนักท่องเที่ยวกว้างขวางขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอิทธิฤทธิ์ของสื่อสังคมออนไลน์

“ช่วงแรกที่เริ่มปลูกตอนมีนาคม ปี 2558 มีเสียงกดดันมากว่า…ใครจะมาซื้อเมลอนกิโลละตั้งเป็นร้อยบาท แต่ด้วยความที่เรารักในความสวยงามของมัน และเชื่อว่าน่าจะขายได้ ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย…

“…เราเรียนจบจากกรุงเทพฯ(คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ)ก็จริง แต่ด้วยความที่ทางบ้านมีธุรกิจจักสานพลาสติกอยู่ แล้วเราก็ได้ช่วยงานของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าคุ้นกับงานบริหารอยู่เป็นทุนเดิม จึงไม่เคยคิดจะไปทำงานให้บริษัทคนอื่น รู้สึกว่าการเป็นแม่ค้า เป็นเกษตรกรแบบนี้สนุกกว่า ท้าทายความสามารถดี” คุณอินยืนยันความคิดตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ว่าสีหน้าจะมีความเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างแต่แววตายังคงมุ่งมั่น

“ช่วงเริ่มต้นของการหาตลาด เราก็เริ่มจากโรงสีใกล้ๆฟาร์มที่รู้จักกันนี่แหละช่วยกระจายผลิตผลออกไป ทางโรงสีซึ่งเขาชื่นชอบและรู้จักเมลอนก็รับซื้อเป็นของฝากคนนั้นคนนี้ด้วย แล้วเราก็โฆษณาขายทางเฟซบุ้ค ชวนคนมาเที่ยว แล้วก็โชว์เมนูอาหารแปรรูปง่ายๆจากเมลอน ส่วนหนึ่งก็ขายที่หน้าฟาร์ม เพราะเราอยากเจออยากคุยกับคนซื้อคนทานเมลอนด้วย…บางคนซื้อเมลอนลูกเดียวแต่คุยกันอยู่เกือบครึ่งวัน” สำเนียงความสุขของคนรักเมลอนเจืออยู่ในท้ายประโยคชัดเจน

หลังจากได้ออกสื่อทีวี มีคนมาเที่ยวฟาร์มมากขึ้น คุณอินจึงตัดสินใจขยายโรงเรือนปลูกเมลอนเพิ่ม พร้อมกับจัดสวน ปลูกแปลงดอกไม้เพื่อรองรับการท่องเที่ยวซึ่งต้องใช้เงินทุนและแรงงานในการดูแลรักษาพื้นที่ส่วนนี้มากขึ้นด้วย เช่น เรื่องทำความสะอาดห้องน้ำ การเก็บขยะ การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสียหาย เป็นต้น เมื่อกระแสท่องเที่ยวถาโถมเข้ามาแรงเกินกำลังของคนทำงานในการควบคุมดูแลสถานที่ให้ตอบสนองความคาดหวังของนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ คุณอินจึงต้องกลับมาทบทวนความฝันของตัวเองอีกครั้ง…

จากเดิมที่คิดฝันอยากปลูกเมลอนเพียง 3 โรงเรือนขาย แต่เมื่อลูกค้ามาไกลก็มีความคาดหวังมากกว่ามาซื้อเมลอนอย่างเดียว เธอจึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูก ปรับภูมิทัศน์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว แต่จากประสบการณ์เกือบๆ 2 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าส่วนที่เป็นการท่องเที่ยวนั้นสร้างรายได้เพียงน้อยนิด แต่ใช้เงินทุนและแรงงานในการดูแลมหาศาล ในขณะที่ตัวผลผลิตของเมลอนเองกลับทำรายได้ในสัดส่วนที่มากกว่าอย่างชัดเจน

“เราต้องกลับมาทบทวนว่าอะไรคือสิ่งเรารัก เราถนัดและพร้อมที่จะทำจริงๆ ก็เห็นว่า เราคงต้องพับส่วนของการท่องเที่ยวเอาไว้ก่อน ปีนี้เลยต้องปรับแผน แล้วก็กำลังปรับความคาดหวังของลูกค้าด้วย คือเรายังมีฟาร์มให้เข้าชมได้อยู่ มีสวนให้ถ่ายรูปได้ แต่ไม่ถึงกับมีแปลงดอกไม้อู้ฟู่อะไรขนาดนั้น”

คุณอินยังพูดถึงความรวดเร็วรุนแรงของสื่อออนไลน์อีกว่า

“…อย่างเฟซบุ้คนี่ เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็จริง แต่เมื่อไหร่ที่มีคอมเมนต์ในแง่ลบแม้แต่นิดเดียวก็ส่งผลกระทบได้มหาศาลเหมือนกัน ในภาคการท่องเที่ยวนั้นเรารู้สึกว่าต่อให้เราคิดว่าเราให้บริการอย่างเต็มที่แล้ว แต่บางทีก็ยังไม่ถึงใจนักท่องเที่ยวบางคนอยู่ดี มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับเรา และยังไม่พร้อมที่จะรับมือ”

“…แต่ยังไงก็ตาม เราทำฟาร์ม เราก็อยากให้คนมาดู มาชม มาคุยกัน ผู้บริโภคก็จะได้มาเห็นแหล่งที่มาว่าเมลอนที่เขาทานนั้นมาจากไหน ปลูกยังไง ปลอดภัยจริงหรือเปล่า คนปลูกซึ่งรู้จักเมลอนจริงๆก็จะได้แลกเปลี่ยน เช่น วิธีการเลือกซื้อเมลอน วิธีเก็บ แนะนำได้ว่าแบบนี้ๆทานได้วันไหน แบบไหนบ้าง ซึ่งจะไม่เหมือนกับการไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่อาจมีแหล่งที่มาปะปนกัน แล้วคนขายก็อาจไม่ได้รู้เรื่องเมลอนเท่าคนปลูก

“…ส่วนที่เป็นร้านอาหาร ร้านขนมก็ยังมีอยู่ แต่เพื่อรองรับลูกค้าที่มาซื้อเมลอนที่อยากมานั่งทานในบรรยากาศบ้านๆ เป็นกันเองเท่านั้น

“…ปีกว่าๆที่ผ่านมาเหมือนเป็นการลองผิดลองถูก เมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรที่เราถนัดอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือเมลอน เราเชื่อมั่นในตัวเมลอนของเรามาก เราก็จะทำให้มันดีที่สุด ส่วนอะไรที่ทำแล้วขาดทุนทางความสุข ก็พับเก็บไป แล้วก็หันมาสร้างจุดหมายของเราให้แคบลงแต่ชัดเจนมากขึ้น…ก็แค่นั้นเอง”

ทั้งหมดนั้นคือความหมายของการ ‘นับหนึ่ง’ อีกครั้งในวันนี้ของอินทร์โตฟาร์ม ที่คล้ายเป็นการแบ่งปันให้เราได้เรียนรู้ไปด้วยว่า เมื่อได้ทำตามความฝันแล้ว ก็อย่าลืมหมั่นทบทวนฝันด้วย เพื่อให้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริงที่สวยงามและให้ความสุขที่สุดกับตัวเราเอง