เปิดบ้านเป็นร้านอาหารสุดชิค
สมดุลชีวิต นันทพร ลีลายนกุล

เรื่อง: นริสษา บุญเสริม
ภาพ: ปราณีสา ธนทัตตานนท์

นันทพร ลีลายนกุล หรือ โอ อดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่บอกลาชีวิตการทำงานประจำ มาเปิดร้าน The Dish Whisperer สร้างสรรค์เมนูสุดอร่อย เพราะอยากเป็นตัวอย่างในการพึ่งตนเองให้ลูกสาววัย 5 ขวบ เธอจึงตัดสินใจเปิดบ้านเป็นร้านอาหารในชุมชนเก่าแก่ ซึ่งแม้จะไป-มาไม่ง่าย แต่ความตั้งใจจริง และโลกทุกวันนี้มีอินเตอร์เนต ร้านจึงไปได้ดีเกินคาด เวลาเกือบปีที่ผ่านพ้นไม่เพียงทำให้เธอได้สนุกกับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ได้อยู่กับครอบครัวทุกวัน หากยังทำให้ผู้หญิงวัยต้น 40 คนนี้ได้ค้นพบความสุขจากการมีชีวิตที่สมดุล ลงตัวในแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

คุณโอ นันทพร ลีลายนกุล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย
ที่ผันตัวเองมาเปิดร้านอาหารสุดชิค The Dish Whisperer
คุณโอ นันทพร ลีลายนกุล อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย
ที่ผันตัวเองมาเปิดร้านอาหารสุดชิค The Dish Whisperer

ถ้าทำงานออฟฟิศ อาจได้เงินเยอะกว่านี้มาก แต่โอก็ยอมแลก เพราะการได้อยู่กับลูก และได้ทำอาหารให้คนทานในบ้านตัวเองเป็นความสุขที่หาที่ไหนไม่ได้

เธอพูดถึงชีวิตทุกวันนี้พลางยิ้มอารมณ์ดี ทั้งๆเพิ่งเสร็จจากการทำอาหาร และเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยหลังปิดครัวช่วงเช้าตอนบ่าย2 ก่อนจะเปิดอีกทีหลัง 6 โมงเย็น – 3 ทุ่ม

“การทำร้านแบบนี้ ไม่ชิลนะคะ เหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุข เพราะได้อยู่กับสิ่งที่ชอบ ได้ทำทุกมุมของชีวิตครบถ้วน คือได้ใช้เวลากับครอบครัว ลูก สามี งาน และลูกค้าอย่างลงตัว

“การทำให้งานกับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน ส่งผลดีกับโอเยอะ ไม่เหมือนสมัยเป็นอาจารย์ ไมเกรนขึ้น ปวดหัวบ่อย ต้องกินยา กดจุด สารพัด พอกลับถึงบ้านไม่อยากคิดเรื่องงานแล้ว อยากไปเที่ยวเล่น มันก็จะสวิงไปอีกด้าน แต่ทุกวันนี้ถ้าอยากรีแลกส์ ก็แค่ขับรถไปซอยข้างๆบ้าน ไปนั่งกินกาแฟ กินเบียร์คราฟต์ร้านน้องที่สนิทกัน เสร็จก็กลับบ้าน ดูทีวี ถ้ายุงไม่เยอะอาจนั่งกินอะไรกันตรงชานบ้าน ไม่รู้สึกโหยความสุข โหยการพักผ่อนแบบเมื่อก่อน”

แน่ละว่า การตัดสินใจทำบ้านเป็นร้านอาหารในหมู่บ้านศรีนคร ซ.ศูนย์วิจัยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีตรอก ซอกซอย รถราหนาแน่น อีกทั้งยังเป็นหมู่บ้านอายุมากกว่า 50 ปี ย่อมทำให้นักวางแผนอย่างเธอต้องคิดเยอะ ต้องมองการณ์ไกลล่วงหน้าเพื่อตัดปัญหาทั้งปวง เพราะตั้งใจทำร้านแบบยาวๆ และอยากอยู่อย่างเป็นมิตรกับชุมชนที่อาศัยมาแต่เยาว์วัย
หลังสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินเดิมเป็นเรือน 3 ชั้นสีขาว หลังคาสูง โปร่งโล่ง รับลมธรรมชาติรอบด้าน สามารถมองเห็นต้นไม้ใหญ่ได้เต็มตา เธอก็จัดการแบ่งโซนไม่ให้รบกวนกัน คือใช้ชั้นล่างเป็นร้าน ส่วนชั้นสอง สามเป็นที่พักอาศัย และเลือกเปิดร้านทุกวันจันทร์-พฤหัสฯ

ร้านอาหารตั้งอยู่ชั้นล่างของเรือน 3 ชั้นสีขาว 
ภายในหมู่บ้านศรีนคร ซ.ศูนย์วิจัย หมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งมากว่า 50 ปี
ร้านอาหารตั้งอยู่ชั้นล่างของเรือน 3 ชั้นสีขาว 
ภายในหมู่บ้านศรีนคร ซ.ศูนย์วิจัย หมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งมากว่า 50 ปี

“โอเลือกหยุดศุกร์ – อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่น่าจะมีลูกค้าเยอะ แต่เพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ จึงมีคนที่อยู่มานานอายุ 60-70 ปีจำนวนไม่น้อย เขามีลูกหลานกลับมาหาในวันหยุด รถจะเยอะ แล้วในบ้านจอดรถพ่อแม่ คนมาเยี่ยมต้องจอดข้างนอก ถ้ามีลูกค้าเรามาจอดอีก ก็ไม่ดี”

เพื่อนถามว่าทำไมมักน้อย โอก็จะบอกเขาว่า ถ้าโลภ แล้วทุกบ้านเกลียดหน้าหมดก็ไม่ไหว จริงๆเงินสำคัญนะ แต่ต้องมาพร้อมกับความสุขทั้งของเราและของคนอื่นด้วย

ส่วนเรื่องเมนูไม่มีปัญหา เพราะเธอเป็นคนชอบทาน และเคยทำอาหารครั้งละเยอะๆตั้งแต่สมัยไปออกค่ายตอนเรียนวิศวะฯ จุฬาฯ อีกทั้งยังเคยเรียนทำอาหารที่เลอ เกอร์ดอง เบลอจึงมีวิชาติดตัว พอมีร้านก็งัดประสบการณ์ และความชอบออกมาใช้ทั้งหมด แถมถ้วยจานชามญี่ปุ่นสวยๆที่กระหน่ำซื้อด้วยความหลงใหลในลวดลาย สีสันของกระเบื้อง และเนื้อดินก็ได้ใช้จนคุ้มค่า และนับเป็นอีกจุดขายหนึ่งที่ช่วยสร้างความสุขให้คนรักจานชามเซรามิคได้ดื่มด่ำขณะทานอาหารไปในตัว เชฟผู้พิถีพิถันในคุณภาพอาหารอย่างเธอจึงต้องเคลียร์ส่วนครัว และเลือกจานชามใหม่ทุกอาทิตย์เพื่อให้สอดคล้องกับเมนูที่จะให้บริการ ซึ่งจะสับเปลี่ยนกันระหว่างอาหารไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น และอื่นๆตามใจนึก อย่างอาหารฝรั่งจะมีเมนูต่างๆ เช่น สปาสเก็ตตี้โบโลเนสหมู สตูว์แก้มหมู+มันบด พาสต้าซอสเป็ดตุ๋น สันนอกไส้ชีส เนื้อตุ๋นไวน์แดง ฯลฯ อาหารญี่ปุ่นก็จะเป็นทงคัทสึสันนอก ทงคัสสึไส้ชีส ทงคัสสึรวม แซลมอนคัทสึ แกงกะหรี่เนื้อวัว เป็นอาทิ ส่วนอาหารไทย จะมีทั้งน้ำพริกพริกไทยอ่อน ไข่เค็มดาว คั่วกลิ้งกระดูกแก้ว เนื้อขั้วตับแดดเดียวทอด หมูเค็มยำมะม่วง แกงป่าคอหมูย่าง ฯลฯ

หน้าตาของเมนูอาหาร ที่นอกจากจะพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบแล้ว
ยังถูกเสิร์ฟมาบนจานเซรามิคสีสวยที่คุณโอสะสมไว้อีกด้วย
หน้าตาของเมนูอาหาร ที่นอกจากจะพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบแล้ว
ยังถูกเสิร์ฟมาบนจานเซรามิคสีสวยที่คุณโอสะสมไว้อีกด้วย

“ตอนนี้เมนูส่วนใหญ่มักมาจากของที่ใช้ไม่หมดในแต่ละสัปดาห์ อย่างสัปดาห์นี้มีเมนูสปาเก็ตตี้ เบค่อน เห็ด ไข่เค็มดาวขึ้นป้าย เพราะเป็นวัตถุดิบที่เหลือจากสัปดาห์ก่อน ก็ให้สามีซึ่งเป็นเชฟเหมือนกันลองทำ พอลองกิน หูย อร่อยเนอะ ขายมั้ยๆๆ พอตกลงกันว่าขาย ก็ต้องตั้งชื่อให้คนอ่านเมนูแล้วเข้าใจว่า จะเจออะไรบ้างในจานนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เราชอบ พอทำออกมาก็ขายได้ และมักจะเป็นเมนูขายดีด้วย เพราะทำด้วยความรู้สึกอยากกินมาก”

แต่กว่าเมนูจะมาลงตัวที่อาหารขึ้นป้ายหน้าร้าน เพื่อให้คนเลือกอร่อย หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกสัปดาห์อย่างวันนี้ ก็ผ่านการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นจนลงตัว

“ตอนเปิดร้านแรกๆ ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะมีคนมามั้ย เพราะที่ตั้งร้านซับซ้อน ต้องตั้งใจมาจริง ๆ เราก็จะเตรียมของแบบร้านตามสั่ง คือมีผัก มีหมูเตรียมไว้บ้าง มีอาหารสำเร็จรูปบ้าง และขายกระทั่งผักบุ้งผัดกะปิซึ่งเป็นเมนูที่อยากกิน และจะซื้อของมาสำหรับ 5 ที่ กะว่าถ้าลูกค้าไม่มาเราก็กินเองได้(หัวเราะ)

“แต่การมีเพจ The Dish Whisperer ที่ทำมาก่อนเปิดร้านช่วยได้มาก ลูกค้ามาจากทางนี้เยอะ พอมาเป็นกลุ่มมากขึ้น ทำให้ต้องปรับทั้งวิธีทำงาน และเมนูให้หลากหลาย ต้องจัดแบ่งประเภทให้เรียบร้อย อาหารที่ออกไปต้องเหมือนกันทุกจาน เพราะโอเรียนจบวิศวอุตสาหการฯ จะถูกปลูกฝังเรื่องมาตรฐานมาตลอด จึงต้องทำตารางงานทุกอาทิตย์ อย่างตอนนี้ก็ใช้เวลาวันศุกร์จ่ายตลาด ส่วนเสาร์-อาทิตย์ทำครัวยาวเลย อาจมีจ่ายตลาดเพิ่มบ้าง เพื่อให้อาหารมีพอสำหรับ 200 คนในสัปดาห์ถัดไป โดยจะทำอาหารไว้ก่อนประมาณ 70-80 % อย่างอาทิตย์หน้าจะขายพาสต้า เส้นเราเตรียมก่อนไม่ได้เพราะทำให้คุณภาพเสีย ก็ยกไว้ทำตอนลูกค้าจะทาน แต่พวกซอสเตรียมก่อนได้ ก็ทำแล้วจัดแบ่งใส่ถุงให้สะอาดเรียบร้อยพอจะเก็บไปได้อีก 4-5 วัน เวลาลูกค้าซื้อกลับบ้าน ก็ยังเอาไปใส่ตู้เย็น อุ่นกินได้สบายๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างในครัวต้องสะอาดมากๆ

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ
บรรยากาศจึงอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนการทานข้าวกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ
บรรยากาศจึงอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนการทานข้าวกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน

“โอพยายามลดต้นทุนด้านอื่นๆเพื่อคุมราคาอาหาร เช่น ที่ร้านมีแอร์ แต่ไม่ค่อยเปิดถ้าไม่จำเป็น เพราะบ้านมีต้นไม้เยอะ กลางวันลมพัดดี วันที่ร้อนก็ไม่ร้อนมาก เราประหยัดส่วนนี้เพื่อเอาไปใช้กับวัตถุดิบมากถึง 50- 60 % ถ้าเป็นร้านทั่วไปอยู่ที่ 20 -30 % และเลือกใช้ของแบบที่เรากินเอง บางทีดีกว่าที่กินปกติด้วยซ้ำ ข้าวก็เป็นข้าวอินทรีย์จากนาที่สามีปลูก เพราะอยากให้คนสุขภาพดี”

ลูกค้าที่เดินเข้ามาจึงมักเป็นกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพอาหาร และชอบบรรยากาศร้านเล็กๆขนาดไม่เกิน 10 โต๊ะที่เหมือนได้นั่งทานข้าวอยู่ในบ้านอันร่มรื่น เมื่อมาแล้วก็บอกต่อ และกลายเป็นขาประจำกันไป

“ลูกค้าที่มาจากเพจฯจะมีสองแบบ คือคนที่ชอบจาน เขาจะมานั่งเล่น ทานข้าว มานั่งดู มาคุยเรื่องจาน กับคนที่ชอบทำอาหาร แล้วก็มีลูกค้าที่เป็นเพื่อนบ้าน กับน้องๆ ที่ทำงานออฟฟิศใกล้ๆย่านเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งพอมาทานแล้วก็จะบอกต่อ และกลายเป็นขาประจำ ทำให้เราต้องเปลี่ยนเมนูเรื่อยๆเพื่อไม่ให้เบื่อ อย่างอาทิตย์นี้กินแบบนี้แล้ว อาทิตย์หน้าเขาก็ต้องอยากกินอย่างอื่นบ้าง แล้วทุกคนน่ารัก ถ้าวันไหนลูกค้าเยอะ ต้องนั่งรอนานหน่อย ก็ไม่ว่ากัน บางคนพยายามจะช่วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ”

การได้ต้อนรับ และทำอาหารให้ลูกค้าที่เป็นเหมือนเพื่อน พี่ น้องได้ทานเหมือนอยู่ในครัวตัวเอง นอกจากทำให้เธอรู้สึกสนุกแล้ว ยังทำให้มีเวลาไปรับส่งลูกที่โรงเรียน เมื่อกลับถึงบ้าน ลูกก็ได้อยู่ใกล้ชิด เห็นแม่ทำงานทุกวัน ซึ่งเธอเชื่อว่าจะทำให้เด็กหญิงได้ซึมซับคุณค่าชีวิตในแบบที่ชอบไปในตัว

“โออยากให้ลูกเห็นว่าเราทำงาน และสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการทำอาหารอยากปลูกฝังเรื่องนี้ เพราะกระแสบริโภคมาแรงมาก อยากเห็นลูกเป็นผู้ผลิต มีเซนส์ของการทำเองมากกว่าคิดว่าจะต้องซื้อไปเสียทุกอย่าง

การออกมาทำร้านอาหารของตัวเอง ทำให้คุณโอค้นพบความสุขชีวิตที่สมดุล 
สนุกกับการทำงาน พร้อมๆกับมีเวลาอยู่กับครอบครัวทุกวัน
การออกมาทำร้านอาหารของตัวเอง ทำให้คุณโอค้นพบความสุขชีวิตที่สมดุล 
สนุกกับการทำงาน พร้อมๆกับมีเวลาอยู่กับครอบครัวทุกวัน

“ถ้าเราพาลูกไปในทางที่สะดวก และง่าย ต่อไปก็คงลำบาก เขาคงต้องพยายามหาเงินมากๆเพื่อสนองความต้องการบริโภคของตัวเอง”

อาจเรียกได้ว่า The Dish Whisperer เป็นร้านที่เริ่มต้นจากการทำเพื่อลูก ซึ่งแม้เธอจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นคนรักอิสระ มาทำในสิ่งที่ต้องมีกรอบ มีวินัยในการทำงานระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็นับว่าเกินความคาดหมาย เพราะไม่เพียงร้านในซอยลึกจะทำให้ได้อยู่ใกล้ชิดลูก และสามารถเรียกคนคอเดียวกันให้แวะเวียนมาสม่ำเสมอ แต่เธอยังได้ทำบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานอันแสนสุข แม้จะเหน็ดเหนื่อยบ้าง แต่แค่พักร่างแล้วก็หาย ต่างจากความสุขใจที่ยังคงอยู่ให้เก็บซับได้ทุกวัน..ที่สำคัญ ร้านในบ้านแห่งนี้ยังช่วยให้เธอและครอบครัวสามารถยังชีพได้อย่างสบายๆอีกด้วย..