แปลงงานศิลป์เป็นอาชีพ
รองเท้าสุดชิคของหนุ่มมาดเซอร์

เรื่อง: ‘นริสษา’
ภาพ: ‘ศรีวัฒนา’

ใครจะไปคิดว่าหนุ่มมาดเซอร์ อดีตช่างตัดผม อย่างสมพล แสงคุ้มจะผันตัวเองมาถักรองเท้าไหมพรมได้สวยสุดเท่ จนมีลูกค้ามาเข้าคิวสั่งออเดอร์ รอรองเท้าแฮนด์เมดราคาคู่ละพันกว่าเกือบสองพันของเขา จนสามารถยังชีพได้อย่างอิสระและน่ารื่นรมย์ ทำเอาหลายคนอิจฉากันเป็นแถวๆ

หากซามูไรในตำนานญี่ปุ่นมีดาบเป็นอาวุธคู่ใจ หนุ่มมาดเซอร์ อย่างสมพล แสงคุ้มก็คงมีเข็มที่ทรงพลังเป็นเครื่องมือสร้างชีวิตไม่ต่างกัน เพราะเขาได้ใช้เข็มเล่มเดียว ถักร้อยเส้นไหมให้กลายเป็นรองเท้าสุดชิค ในรูปแบบไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน มีคนขอซื้อ ตามซื้อจนกลายเป็นอาชีพสุดฟิน ก่อนจะพัฒนามาเป็นแบรนด์ Sompol Crazy Craft ที่มีออเดอร์ไม่ว่างเว้นมาตลอดหลายปี

สมพล แสงคุ้ม เจ้าของผลงานรองเท้าไหมพรมหุ้มข้อสีจัดจ้าน Sompol Crazy Craft
สมพล แสงคุ้ม เจ้าของผลงานรองเท้าไหมพรมหุ้มข้อสีจัดจ้าน Sompol Crazy Craft

หากใครบังเอิญผ่านไปเห็นหนุ่มผมทรงเดทร็อค นุ่งขาสั้น ใส่รองเท้าไหมพรมหุ้มข้อสีจัดจ้าน นั่งถักงานอยู่ที่ร้านกาแฟ หรือสวนสาธารณะ ก็รู้ไว้เถอะว่า เขากำลังสร้างงานศิลป์ให้ใครบางคน ที่ชอบรองเท้าสไตล์อาร์ตๆ โดยมีลูกค้าประจำเป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักร้อง นักแสดง คนทำงานในแวดวงภาพยนตร์ โฆษณา ฯลฯ ส่วนตัวเขาเองนอกจากจะมีอาชีพให้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความภูมิใจที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวตนจริงๆ จากผลิตภัณฑ์ที่คิด ทำ ขาย และตั้งราคาเองทั้งหมด

“งานนี้ทำให้ชีวิตมีอิสระ จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ และยังทำให้ผมอยู่ได้โดยไม่ต้องเอาใจใคร” หนุ่มมาดเซอร์ วัย 43 พูดถึงวิถีที่ค้นพบ จากการทำรองเท้าแฮนด์เมดที่เขาบอกว่า

ลายคือคำสั่ง แต่แบบคือนาย คืออนาคต คือชีวิต …ผมไม่ได้ต้องการลายถักสวยที่สุด แต่อยากได้ผลิตภัณฑ์ในแบบของตัวเองที่มีไม่มาก เพราะเชื่อว่าของดีมีน้อย และมีค่าเสมอ

ด้วยหลักคิดที่ไม่ได้ผ่านสถาบันการศึกษาใด แต่เกิดจากใจรัก และประสบการณ์ลองผิดลองถูกทำให้เขาค้นพบอาชีพถูกจริตกับตนเอง ถ้าทำงานแบบชิลด์ๆ ถักแค่วันละคู่ ก็จะมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 – 30,000 บาท ซึ่งพอเพียงกับคนมักน้อย ไม่ยึดติด และรักอิสระเช่นเขา

แรงผลักดันที่ทำให้เขากลายเป็นคนชอบคิด ชอบทำงานในรูปแบบละเมียดละไม ให้สมาธิ จนสามารถค้นพบเส้นทางการทำงานในแบบของตนได้ ก็มาจากจินตนาการที่ใช้สร้างความสุขให้ตนเองมาแต่เยาว์วัย

“ตอนเด็กๆผมจนมาก ไม่เคยมีของเล่น อยากได้หุ่นยนต์ก็ต้องทำเอง โดยการเอาน็อต เอาของใกล้ตัวมาประกอบ แต่ไม่ใช่จะได้เป็นชิ้นเป็นอัน คือต้องใช้จินตนาการด้วยว่ามันคือหุ่นยนต์ หรืออย่างพับกระดาษเป็นสามเหลี่ยม ก็คิดว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ สิ่งเหล่านี้สั่งสมจนทำให้ชอบ และอยากเรียนศิลปะ แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน พอ จบม.3 เลยไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่ได้โควตาเรียนศิลปะในโรงเรียนอาชีวะแถวบ้าน”

สมพลกับเข็มถักอาวุธคู่ใจ นั่งสร้างสรรค์ผลงานในสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ทำงานประจ
สมพลกับเข็มถักอาวุธคู่ใจ นั่งสร้างสรรค์ผลงานในสวนสาธารณะซึ่งเป็นที่ทำงานประจ

เมื่อไม่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เขาก็ออกไปทำงานรับจ้าง ส่งเสียตัวเองเรียน กศน.จนได้วุฒิม.6 จึงเข้าทำงานบริษัทยางสยาม แต่เมื่อทำไปได้พักใหญ่ ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะปล่อยให้ชีวิตติดอยู่ในโรงงานตลอดไปหรือ? และเมื่อค้นพบคำตอบว่า การมีงานมั่นคง ได้เงินเดือนเยอะ แต่ต้องมานั่งเฝ้าโรงงาน คอยดูแลลูกน้อง คงไม่ใช่หนทางที่ใฝ่ฝัน สิ่งสำคัญคือ เขาเริ่มคิดถึงความรัก ความหลงใหลในงานศิลปะที่เคยเป็นความหลังฝังใจ จึงตัดสินใจว่า จะต้องผันตัวเองไปทำงานที่ได้ใช้ศิลปะ ได้ใช้ความคิดตัวเอง และได้อยู่ใกล้บ้าน..

คำตอบแรกของคนหนุ่มวัย 25 คือการเป็นช่างทำผม

“ถ้าเก่งจริง ช่างทำผมก็สามารถเป็นอาร์ตติสท์ เป็นดีไซเนอร์ เรียกค่าตอบแทนที่พอใจได้ ข้อสำคัญคือ ลงทุนต่ำ และแถวบ้านผมตอนนั้นยังไม่มีซาลอน มีแต่บาร์เบอร์ เลยอยากเปิดร้านทำผมแถวบ้าน”

เมื่อเริ่มชัดเจนในตัวเอง เขาก็แปรความคิดไปสู่รูปรอยความจริง ด้วยการใช้เวลาว่างจากการทำงานไปเรียนตัดผมที่โรงเรียนสารพัดช่างนาน 6 เดือน และเพิ่มพูนทักษะด้วยการไปฝึก ไปทำงานในร้านตัดผมอีกหลายแห่งนานเกือบ 4 ปี ก่อนจะลาออกจากงานมาเช่าตึกแถวย่านสมุทรปราการ-พระประแดง เปิดร้านตามที่ตั้งใจ

“ร้านของผมจะอาร์ตๆหน่อย มีรูปนักร้อง วงร็อคสตาร์แปะข้างฝา มีกลองไว้ให้ตี เป็นที่ถูกใจวัยรุ่นมาก”

สมพลหลงใหลในงานศิลปะ ชอบคิดและชอบทำงานในรูปแบบละเมียดละไม
สมพลหลงใหลในงานศิลปะ ชอบคิดและชอบทำงานในรูปแบบละเมียดละไม

“ตอนเปิดแรกๆ ยังเลือกลูกค้าไม่ได้ ก็คิดราคา 50 บาท เท่าร้านทั่วไป แต่หลังจากเปิดมาได้หนึ่งปี คนเริ่มติดจนต้องมีการแจกคิวก็ปรับราคาเป็น 100 บาท เพราะเราขายสไตล์ นับเป็นทางเลือกใหม่ในย่านนั้น และผมจะชอบเสนอทรงผมใหม่ๆให้วัยรุ่นที่เป็นหัวโจก เป็นไอดอลของเด็กแต่ละกลุ่ม บางครั้งตัดให้ฟรี บางคนถึงขั้นว่าจ้าง เพื่อให้ลองทรงใหม่ๆ แบบเกาหลี ญี่ปุ่นอย่างที่กำลังนิยมในสมัยนั้น ตัดเสร็จ ถ่ายรูปแปะไว้ที่ร้าน เขาก็ภูมิใจ เมื่อกลับเข้ากลุ่ม เด็กคนอื่นก็ตามมาตัด และอยากมีรูปแปะร้านพี่พลบ้าง

“ผมสนุกกับการเป็นช่างตัดผมอยู่สามสี่ปี ก็เริ่มไม่โอเค เพราะมีผู้ใหญ่ อย่างพวกอบต. สารวัตร คนทำงานสรรพากร เทศบาล เข้ามามากขึ้น พอมาถึงจะให้ตัดเลย ในขณะมีเด็กจองคิวมาแล้ว พอบอกเขาว่ามีเด็กรอ ก็ไม่ฟัง เริ่มลำบากใจ จะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นงานบริการ”

เมื่อมองเห็นปัญหา เขาก็เริ่มวางแผนเลิก และคิดถึงอาชีพใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอยู่ในโจทย์เดิม คือเป็นงานอาร์ตที่ได้ออกแบบ แล้วงานถักก็แวบเข้ามาในห้วงคิด เพราะเคยเห็นผู้ใหญ่แถวบ้านนั่งถักที่ใส่ทิชชู่ส่งโรงงานมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งพอได้เห็นน้องที่ทำงานร้านข้างๆ ถักตุ๊กตา ก็สนใจ เกิดไอเดียอยากถักกระเป๋าใส่โทรศัพท์ ซึ่งยังหาเคสถูกใจไม่ได้

“ผมขอให้น้องช่วยสอนพื้นฐาน คือการถักลูกโซ่ แล้วกลับมาฝึกต่อเอง ทีแรกก็ทำหลุดๆ แต่เป็นเร็ว เพราะเป็นคนทำอะไรแล้วทำจริงจัง ทำทั้งวัน ถักลูกโซ่จนรู้จังหวะน้ำหนักมือภายในอาทิตย์เดียว พอถักวนกลับไปกลับมาจนกลายเป็นผืนได้ ก็กลับไปถามเทคนิคการเลี้ยว การขึ้นรูปทรง แล้วมาฝึกต่อ ซึ่งการทำสิ่งยากๆไม่ใช่ปัญหา ถ้าพื้นฐานแน่น ผมก็เริ่มจากถักกระเป๋ารูปแบบแปลกๆ อย่างกระเป๋าจักรยาน ถักหมวก ถักมาหลายอย่างมาก เชือกเทียนก็ถัก เย็บผ้าด้นมือก็ทำ จนทำทุกอย่างได้หมด เพราะเป็นคนชอบลอง แต่สุดท้ายก็สนใจงานถักที่สุด เพราะคิดว่าจะทำเป็นอะไรก็ได้

สมพลฝึกฝนลองผิดลองถูกเป็นปีๆ กว่าจะได้ผลงานรองเท้าถักที่ละเมียดละไมและใช้งานได้จริง
สมพลฝึกฝนลองผิดลองถูกเป็นปีๆ กว่าจะได้ผลงานรองเท้าถักที่ละเมียดละไมและใช้งานได้จริง

“พอทำหมวก ทำกระเป๋าเสร็จ ลองเอาไปวางขายในร้านรุ่นพี่ที่จตุจักร กับที่ร้านทำผม ปรากฏว่าขายได้ แปลว่ามีฝีมือ แต่คงเลิกตัดผมไม่ได้ เพราะไม่พอกิน ถ้าจะเลิก ของใหม่ต้องดีกว่า”

แต่ไม่นานเขาก็เจอทางสว่างแบบไม่คาดคิด เพราะระหว่างนั่งถักหมวก ถักกระเป๋าด้วยความเมามันในช่วงกลางคืน และทำร้านตัดผมในช่วงกลางวัน รองเท้าที่ใส่อยู่เริ่มใช้การไม่ได้ ถ้าไปซื้อของดี มียี่ห้ออย่างที่ชอบ ก็แพงเกินความจำเป็น หนุ่มผู้ชอบงานศิลปะเลยลองถักรองเท้าใช้เอง ปรากฏว่าพอคนเห็นก็ถามไถ่ ขอซื้อกันเลยทีเดียว

“ตอนถักแรกๆยังไม่ลงตัว ดูบวมๆ แต่ผมก็ใส่ตั้งแต่ทำเสร็จคืนแรก พออีกคืนก็รื้อทิ้งแล้วทำใหม่อีกหลายรอบ รื้อไปรื้อมาอยู่สองสามคู่ เหมือนเป็นการทดลอง เพื่อหาจุดบกพร่อง ข้อดี ข้อเสียไปเรื่อยๆ นานเป็นปีๆจนได้แบบที่ลงตัว คือ เรียบ ดูได้นาน และใช้ได้ตลอด เป็นความคลาสสิกมากกว่าแบบเว่อวังซึ่งในชีวิตจริงคงไม่ได้ใส่ทุกวัน และแบบที่คิดนี่ ทำมาสามสี่ปีแล้วก็ยังขายได้จนทุกวันนี้”

ในวันที่เขามั่นใจในรูปแบบที่ลงตัว ก็เริ่มประเดิมขายทางเฟสบุค และมีออเดอร์ทันที 10 กว่าคู่ในเดือนแรก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ …หลังประกาศขายรองเท้าเพียงปีเดียว ก็สามารถปิดร้านทำผมที่ทำมานานานสิบปี จากนั้นไม่นานก็มีการติดโลโก้ Sompol Crazy Craft พร้อมปรับลายถักให้ละเอียดมากขึ้น สมดุลกับราคาจากคู่ละ 700 บาทเป็น 1,000 บาทสำหรับแบบหุ้มส้น และ 1,700 บาทสำหรับแบบหุ้มข้อ นอกจากนี้ยังมีแบบทับส้น 700 บาท กับหุ้มส้นผูกเชือก 1,200 บาทอีกต่างหาก

ผลงานรองเท้าของเขา เน้นรูปแบบคลาสสิก เรียบหรูและใช้งานได้ตลอด
ผลงานรองเท้าของเขา เน้นรูปแบบคลาสสิก เรียบหรูและใช้งานได้ตลอด

“ผมคิดว่ารองเท้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดทั้งในเรื่องเวลา และราคา เพราะถ้าเป็นกระเป๋าจักรยานอย่างที่เคยทำใช้เอง ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ขายใบละ 20,000 ใครจะซื้อ ส่วนหมวกทำสองสามวันขายได้ 500 ก็ไม่รอดอีก แต่รองเท้าวันเดียวเสร็จ ราคาก็โอเค ยิ่งถ้ามีความพิเศษ และตลาดยอมรับ จะขายคู่ละหมื่นยังได้เลย”

สมพลพูดถึงงานแฮนด์เมดอย่างสนุก และบอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาแบรนด์เล็กๆของตนเอง เพราะเริ่มมีลูกค้าประจำมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มีมากกว่าหนึ่งคู่ บางคนเข้าข่ายสะสมขนาดมีมากถึง 40 คู่

“ในอนาคตผมอยากทำงานลักษณะปีหนึ่งออกแบบรองเท้าสัก 5 ชุด เป็นลิมิเตด อย่างชุดนี้เป็นงานติดเหล็ก ชุดนี้เป็นงานกระสอบ ทำแค่แบบละ 12 คู่ ซึ่งคู่หนึ่งจะต้องราคาสูงมาก

“ถ้าอยากไปให้ถึงจุดนั้น ผมต้องฝึกตัวเองให้เก่ง และต้องทำให้คนยอมรับในของที่ทำมากขึ้นเรื่อยๆ”

แบรนด์ Sompol Crazy Craft 
เต็มไปด้วยความภูมิใจของสมพลที่สามารถทำอาชีพที่อยู่ได้ด้วยตัวตนจริงๆ
แบรนด์ Sompol Crazy Craft 
เต็มไปด้วยความภูมิใจของสมพลที่สามารถทำอาชีพที่อยู่ได้ด้วยตัวตนจริงๆ

วันนั้นจะมาถึงหรือไม่เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่สำหรับวันนี้ รองเท้าถักของสมพล แสงคุ้มได้เข้าไปอยู่ในใจคนที่รัก และมองเห็นคุณค่าในงานแฮนด์เมด จึงยังคงมีออร์เดอร์หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ซึ่งไม่เพียงทำให้หนุ่มมาดเซอร์คนนี้ยังชีพได้ แต่ยังทำให้เขาภูมิใจว่า สามารถสร้างงานด้วยสมอง และสองมือของตนเองได้อย่างอิสระอีกด้วย