เมื่อประธานเทคนิคฟุตบอลไทย
กลายเป็นตัวตลกในสายตาแฟนบอล…

เรื่อง /ภาพ : I ตัวใหญ่

นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นประธานเทคนิคของสมาคมฟุตบอลไทย วิทยา เลาหกุล ถูกสบประมาทมากมาย เนื่องจากผลงานทีมชาติกลับสวนทางกับสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังไว้ ทุกคนต่างต้องการคำตอบว่าตอนนี้ เจ้าตัวกำลังทำอะไรอยู่?

หน้าที่หลักของประธานเทคนิค แทบไม่ต่างอะไรกับนายกสมาคมฯ เพราะตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางการเล่นของทีม แต่ในขวบปีที่ผ่านมา พัฒนาการของทีมชุดเยาวชนรวมถึงชุดใหญ่กลับไม่ได้กระเตื้องขึ้น ทั้งที่ใช้คนที่มีประสบการณ์มากมายอย่างวิทยา เลาหกุล ที่เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลระดับตำนาน มารับตำแหน่ง แฟนบอลไทยต่างคาดหวังว่าเขาจะช่วยยกระดับบอลไทยไปได้ไกลกว่าเดิม แต่ในทางกลับกัน ผลงานของทีมชาติไทยกลับตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จนตอนนี้ เขากลายเป็นตัวตลกที่หลายคนรุมแขวะ ว่าตอนนี้ทางข้างหน้าของฟุตบอลไทย แทนที่ จะสว่างไสวขึ้น กลับกลายเป็นมืดบอด ไร้อนาคต!

วันแรกที่ วิทยา เลาหกุล เสนอตัวเข้าสมัครชิงตำแหน่งประธานเทคนิคฟุตบอลไทย
วันแรกที่ วิทยา เลาหกุล เสนอตัวเข้าสมัครชิงตำแหน่งประธานเทคนิคฟุตบอลไทย

เราโชคดีที่มีนักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่มันก็มีช่วงที่เราไม่มีเลย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องสร้างคือพื้นฐานที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อที่ว่าเด็กทุกคนจะมาช่วยให้หวยตรงนั้นมันถูกทุกงวด ไม่ต้องลุ้นเหมือนถูกหวย ชนะให้ยั่งยืน ไม่ใช่ชนะแบบชั่วครั้งชั่วคราว พอชนะก็ลืมความพ่ายแพ้ พอพ่ายแพ้ก็ลืมชัยชนะ…เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในรอบปีที่ผ่านมา ทีมชาติไทยหลายชุดล้วนทำผลงานได้น่าผิดหวัง โดยเฉพาะ ทีมชาติไทยชุดเยาวชน ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นอนาคตของวงการฟุตบอลไทย แต่ รุ่น 16 ปี ก็ทำได้แค่รองแชมป์อาเซียน ด้วยการพ่ายต่อ เวียดนาม ในรอบชิงชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษ ขณะที่ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี แม้จะได้แชมป์อาเซียนมาครองแต่ สไตล์การเล่นก็ยังไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่ ขณะที่อาการหนักสุดคือรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่ตกรอบแรกไปแบบเก็บคะแนนไม่ได้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตรงข้ามกับเวียดนาม เพื่อนร่วมภูมิภาคที่ก้าวไปไกลถึงการเป็นรองแชมป์เอเชีย

ซึ่งก่อนที่วิทยา เลาหกุล จะก้าวเข้ามาเป็นประธานเทคนิคฯ สมาคมฟุตบอลไทยยุคก่อนนั้นเคยแต่งตั้ง ธัญญา โพธิ์วิจิตร หรือ ที่รู้จักกันในนาม เป็ด เชิญยิ้ม นั่งในตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งถึงแม้จะเรียกกันว่าเป็นช่วงยุคมืด แต่ในปี 2015 ก็ยังเป็นปีทองที่ไทยเคยกวาดแชมป์อาเซียนได้ทุกรุ่นแบบถล่มทลาย

อีกข้อครหาที่เป็นเหมือนชนักติดหลังของวิทยา เลาหกุล ก็คือ แฟนบอลยังคงจำภาพเกมอัปยศ ในสมัยที่เขาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการแข่งขันฟุตบอล ไทเกอร์ส คัพ หรือ ชิงแชมป์อาเซียน ที่มีการแย่งกันยิงเข้าประตูตัวเองกับทีมชาติอินโดนีเซีย

ต่อประเด็นดังกล่าว วิทยา เลาหกุล หรือที่รู้จักกันในนาม โค้ชเฮง ชี้แจงว่า

“ผมยืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นคือสิ่งที่ผมไม่อยากทำมากที่สุดในชีวิต ผมเป็นโค้ชผมก็สั่งให้ทีมเล่นรัดกุมไว้ก่อน และไม่คิดว่าอินโดนีเซียจะยิงเข้าประตูตัวเองแบบตั้งใจ ณ วินาทีนั้นผมงงไปหมด ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็คงสั่งให้ลูกทีมเล่นอย่างเต็มที่ และไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร แต่มันเป็นอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ผมก็ต้องยอมรับมัน”

โค้ชเฮง คอยชี้แนะเหล่าหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย
โค้ชเฮง คอยชี้แนะเหล่าหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย

ซึ่งนอกจากภารกิจในการนำพาช้างศึกพุ่งชนความสำเร็จแล้ว อีกสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังก็คือ สไตล์การเล่นที่ทำให้คนดูเร้าใจ สนุกสนาน แต่ ณ ปัจจุบัน หลายคนต่างสิ้นหวัง จากที่เคยชนะถล่มทลาย กลับกลายเป็นชนะแบบหืดจับ จากที่เคยชนะแบบเฉียดฉิวก็กลายเป็นเสมอ จากเสมอก็กลายเป็นแพ้ จนส่งผลกระทบต่อศรัทธาของแฟนบอลไทย ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวเลขแฟนบอลที่ลดลงไป

โค้ชเฮง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ทุกคนต่างบอกว่า เราต้องไปให้ถึงมาตรฐานของญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ แต่ต้องยอมรับว่า แต่ละชาติมีโมเดลมากว่า 50 ปี แต่ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มนับหนึ่ง เพิ่งจะมีโมเดลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งการประสบความสำเร็จที่ผ่านมา เราโชคดีที่มีนักเตะที่มีพรสวรรค์ แต่มันก็มีช่วงที่เราไม่มีเลย ดังนั้นสิ่งที่เราต้องสร้างคือพื้นฐาน จะทำอย่างไรให้เราไม่ต้องลุ้นเหมือนถูกหวย

“ตอนนี้หลายคนมองไปที่คู่แข่งในอาเซียน อย่างเวียดนาม บางทีเขาอาจจะเป็นเหมือนทีมชาติไทยในอดีตที่ ตอนนี้ถึงตาพวกเขาถูกหวย ซึ่งหากเขาถูกหวยเราต้องทำอย่างไร เราก็ต้องมีโครงสร้างที่ไม่ต้องไปลุ้นแบบเขา เราต้องสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อที่ว่าเด็กทุกคนจะมาช่วยให้หวยตรงนั้นมันถูกทุกงวด”

“และเราต้องพยายามเปลี่ยนทัศนคติแฟนบอลชาวไทย ทำให้เขาเข้าใจว่า จะเอาชนะอย่างไรให้ยั่งยืน ไม่ใช่ชนะแบบชั่วครั้งชั่วคราว พอชนะก็ลืมความพ่ายแพ้ พอพ่ายแพ้ก็ลืมชัยชนะ เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น”

ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าตัวก็ได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า หากทีมชาติไทยชุดใหญ่ ไม่สามารถคว้าแชมป์ อาเซียน คัพ มาครองได้ในปีนี้ เขาจะประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที นั่นก็เป็นอีกหนึ่งบททดสอบในการเป็นประธานเทคนิค

“แน่นอนว่า ฟุตบอลระดับชาติ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของผลงาน ซึ่งในฟุตบอลเอเชียน คัพ ที่จะมีแข่งที่ยูเออี ในช่วงมกราคม 2562 จะถือเป็นตัวพิสูจน์อย่างแท้จริง ขณะที่ชุดเยาวชน เราได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ใช้โค้ชชาวสเปน ก็เปลี่ยนมาเป็น เฮดโค้ชชาวไทย ที่เพิ่งผ่านการอบรมโค้ชระดับสูงที่สุดในเอเชียมาพร้อมกับนโยบาย ไทยแลนด์ เวย์ 11 ข้อ อาทิ ต้องเล่นให้เร็ว, เล่นบอลบนพื้น, ครองบอลได้ดี, จ่ายบอลแม่นยำ, เข้าทำอย่างเฉียบคม หากเด็กทำทั้งหมดนี้ได้ มันจะกลายเป็นกุญแจที่นำพาช้างศึกไปสู่ความสำเร็จ”

กลุ่มโค้ชชาวไทยที่ผ่านการอบรมผู้ฝึกสอนระดับสูงที่สุด
ที่เพิ่งถูกจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
กลุ่มโค้ชชาวไทยที่ผ่านการอบรมผู้ฝึกสอนระดับสูงที่สุด
ที่เพิ่งถูกจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย

โค้ชระดับ โปร ไลเซนส์ ที่ได้โอกาสเข้ามาคุมทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี อย่าง วรวุธ ศรีมะฆะ เสริมถึงเรื่องนี้ว่า

“คอนเซปต์ไทยแลนด์เวย์คือการทำให้ทีมชาติไทยทุกชุดไปทิศทางเดียวกัน เป้าหมายหลักคือการมุ่งพัฒนาเด็ก ให้มีการเล่นและศักยภาพตามที่ประธานเทคนิควางไว้ ซึ่งถ้าเด็กทำได้หรือใกล้เคียง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ มันก็มี เพราะฟุตบอลสมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ต้องมีผู้เล่นที่รูปร่างดี แต่เดี๋ยวนี้มีแท็คติก แม้เราจะตัวเล็ก แต่ถ้าเราเรียนรู้ หรือทำสภาพร่างกายและความคิดให้มันเร็ว เราก็อาจจะประสบความสำเร็จได้”

“ข้อดีอีกอย่างของการมีไทยแลนด์ เวย์ คือ มันทำให้เราไม่ต้องหาแนวทางใหม่เมื่อจบทัวร์นาเมนต์หรือมีการเปลี่ยนตัวผู้ฝึกสอน ถ้ามีแนวทางที่ชัดเจน การสรรหาบุคลากรหรือทีมงาน ก็จะง่ายขึ้น”

 โค้ชเฮงเขียนหนังสือเพื่อเป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเยาวชน ให้โค้ชทั่วประเทศนำไปถ่ายทอด
โค้ชเฮงเขียนหนังสือเพื่อเป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเยาวชน ให้โค้ชทั่วประเทศนำไปถ่ายทอด

วิทยา เล่าถึงบทบาทหน้าที่ของเขาในฐานะประธานเทคนิคให้ฟังว่า

“คนอาจจะมองว่าหน้าที่ของประธานเทคนิคคือทำให้ทีมชาติชนะ แต่งานมันไม่ใช่แค่นั้น เราต้องมีลีกเยาวชน การอบรมโค้ช การวางพื้นฐานฟุตบอลระดับรากหญ้า ซึ่งตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา เราไม่เคยมีเลย หน้าที่ของผมจึงไม่ใช่นั่งอยู่ในออฟฟิศ แล้วสั่งการ แต่ผมต้องลงไปช่วยด้วยตัวของผมเอง งานของผมคือ 24 ชั่วโมง 7 วัน ซึ่งไม่มีใครรู้หรอกว่าผมทำงานตลอดเวลา และผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครรู้ ผมไม่ได้สร้างภาพ ผมทำเพราะผมรัก และนี่คือความฝันของผม

ภาพที่คนคุ้นตาเวลาเห็นโค้ชเฮงคือเขาไม่ชอบนั่งอยู่ในออฟฟิศ แต่ชอบไปเดินตากแดดเพื่อดูหญ้า ดูสนาม, เขาพกเก้าอี้พลาสติกไว้ในรถตลอดเวลา เพราะบางสนามไม่มีที่นั่งดูฟุตบอล, เขาชอบนั่งดูฟุตบอลฝั่งไม่มีหลังคา ท่ามกลางฝนที่ตกลงมา เพราะไม่อยากนั่งฝั่งอัฒจันทร์ที่มีคนอยู่เยอะและทำให้เสียสมาธิ สิ่งที่เขาทำอาจทำให้หลายคนหัวเราะเยาะ แต่ใครจะรู้ว่า ในหัวของ วิทยากำลังวางแผนอะไรบ้างเกี่ยวกับฟุตบอลไทย เพราะในมุมที่หลายคนเห็นเขาเป็นตัวตลก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชายคนเดียวกันนี้ คือคนที่ทำให้มีการอบรมโค้ชอย่างต่อเนื่อง คือคนที่มีการทำรายงานหลังการแข่งขันเสมอในแบบที่สมัยก่อนไม่เคยมี หรือคนที่นั่งดูเด็กซ้อมได้อย่างไม่มีเบื่อ

รอยยิ้มของโค้ชเฮง ยามสอนฟุตบอลแก่เด็กๆ และเยาวชน
รอยยิ้มของโค้ชเฮง ยามสอนฟุตบอลแก่เด็กๆ และเยาวชน

คนอาจจะมองว่าหน้าที่ของประธานเทคนิคคือทำให้ทีมชาติชนะ แต่งานมันไม่ใช่แค่นั้น หน้าที่ของผมไม่ใช่นั่งอยู่ในออฟฟิศ แล้วสั่งการ แต่ผมต้องลงไปช่วยด้วยตัวของผมเอง งานของผมคือ 24 ชั่วโมง 7 วัน …ผมไม่ได้สร้างภาพ ผมทำเพราะผมรัก และนี่คือความฝันของผม

“ทุกคนฝันอยากเห็นฟุตบอลไทยไปฟุตบอลโลก ผมเองก็ฝัน แต่สิ่งที่ผมฝันมากไปกว่านั้น คือทำให้คนที่บ้าบอลทุกคนมีความสุขด้วย ใครจะว่าผมบ้าหรือเป็นตัวตลกก็ช่าง ผมไม่เคยน้อยใจหรือผิดหวังที่คนอื่นๆมาวิจารณ์ผม เพราะผมมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ผมยอมเป็นตัวตลกเพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข”

ตัวตลกบางครั้งก็ต้องทนยิ้มเพื่อให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเป้าหมายของตัวตลกคนนี้ก็คือทำให้คนที่มีความฝัน มีความบ้า มีความรักในกีฬาฟุตบอล มีความสุขเช่นเดียวกับเขานั่นเอง