ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต
เมื่อบอนไซสอนความเข้าใจชีวิต

เรื่อง: ‘อณู’
ภาพ: อรรถสิทธิ์ จันทรเวชชสมาน

รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม พักจากมุมสอนหนังสือและการต่อสู้กับเหมืองทองคำมาคุยกันเรื่องเบา ๆ อย่างการเลี้ยงบอนไซ การเลี้ยงต้นไม้ที่ดูเหมือนเป็นงานง่าย แต่ความจริงแล้ว ต้องอาศัยความอดทน ความเอาใจใส่ และความเข้าใจธรรมชาติ กว่าจะได้งานศิลปะมีชีวิต ที่กลายเป็นอาชีพเสริมของดร.ตุงไปโดยปริยาย

ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต คือนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ริเริ่มรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ และต่อสู้กับการทำเหมืองทองคำในจังหวัดพิจิตรที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชาวบ้านโดยรอบ

วันนี้ดร.สมิทธิ์หรือ “อาจารย์ตุง” พักจากงานสอนและบทบาทการต่อสู้ในเรื่องหนัก ๆ มาพูดคุยเรื่องบอนไซ …เรื่องเบา ๆ ที่ซ่อนปรัชญาเปี่ยมสาระ

 ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต หรือ อาจารย์ตุง 
ผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซ ผลงานศิลปะในรูปแบบของต้นไม้
ดร.สมิทธิ์ ตุงคะสมิต หรือ อาจารย์ตุง 
ผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซ ผลงานศิลปะในรูปแบบของต้นไม้

แรกเริ่มเดิมที ดร.สมิทธิ์หลงใหลในความงดงามและความทรงพลังของต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตในธรรมชาติ จึงอยากหามาปลูกไว้ในบริเวณบ้านบ้าง

“ปัญหาคือ ผมอยากปลูกต้นไม้เยอะ ๆ แต่ไม่มีเนื้อที่พอ ก็มาคิดว่าจะทำยังไง ถึงจะได้ต้นไม้ที่เราชอบมาเลี้ยง บอนไซเป็นไม้ย่อส่วนที่จำลองความสวยงามมาจากไม้ใหญ่ พื้นที่น้อยก็ปลูกได้ อย่างคอนโดฯ นี่สบายครับ

“ก่อนหน้านี้ ผมเข้าใจว่าบอนไซคือต้นไม้ แต่ไม่รู้จริง ๆ ว่าคือไม้อะไร คิดว่าเป็นพันธุ์แคระ แต่ความจริงแล้วเป็นต้นไม้ที่เราเลี้ยงดูตัดแต่งในพื้นที่จำกัด เขาเลยต้นเล็กลง เราสามารถใช้ไม้ยืนต้นมาทำบอนไซได้หลายพันธุ์ ที่พบเห็นบ่อย ก็อย่าง ตะโก หมากเล็กหมากน้อย มะขาม เกล็ดปลาหมอ เชอรี่ ข่อย ฯลฯ มีทั้งเพาะจากเมล็ด หรือนำตอไม้เดิมมาปล่อยให้เขาแตกกิ่งใหม่แล้วค่อยตัดแต่งก็ได้

“พอเริ่มชอบ ก็เริ่มหาตำรามาอ่าน ศึกษาดูว่ามีต้นอะไรสามารถทำเป็นบอนไซได้บ้าง อาศัยความรู้จากหนังสือบวกกับการทดลองด้วยตัวเอง ค่อย ๆ เรียนรู้ไปจากประสบการณ์”

ดร.สมิทธิ์ ฝึกฝนและเรียนรู้การดูแลบอนไซ ด้วยการอ่านและการลงมือทำ
ดร.สมิทธิ์ ฝึกฝนและเรียนรู้การดูแลบอนไซ ด้วยการอ่านและการลงมือทำ

บอนไซสอนเราชัดเจนที่สุด คือ ความอดทน เพราะแต่ละต้นกว่าจะได้รูปทรงออกมาสวยอย่างที่เห็น อาจใช้เวลา 5-10 ปี ถึงแม้เราสามารถออกแบบได้ตามต้องการ แต่การดูแลเป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับใจของเรา

เมื่อถามถึงตำราเล่มโปรดที่ใช้เป็นแรงบันดาลใจ ดร.ตุงตอบว่า

“หนังสือ Penjing: The Chinese Art of Bonsai by Zhao Qingquan เป็นเล่มที่ผมชอบมาก ‘จ้าวซิงกวน’ ปรมาจารย์ด้านบอนไซชาวจีน เขาเขียนอธิบายขั้นตอนการเลี้ยงบอนไซไว้อย่างละเอียด มีข้อแนะนำดี ๆ มือใหม่ก็อ่านเข้าใจง่าย”

…แท้จริงแล้วต้นกำเนิดบอนไซไม่ใช่ญี่ปุ่นอย่างที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นชาวจีนที่มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับบอนไซมานับพันปี คนจีนเรียกบอนไซว่า “เผินจิ่ง” ซึ่งทางญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากจีนอีกที

“บอนไซเป็นไม้กระถางที่สามารถมีอายุยืนได้เป็นร้อย ๆ ปี อยู่ได้นานกว่าคนปลูก จึงถือว่าเป็นไม้มงคลอย่างหนึ่ง คนญี่ปุ่นกับจีนจึงชอบมาก เพราะเขาคลั่งไคล้หลงใหลอะไรที่เป็นอมตะ”

เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาการซื้อขายบอนไซจึงมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักล้าน! เพราะกว่าจะเป็นต้นสวยงาม ต้องผ่านการรังสรรค์จากฝีไม้ลายมือการออกแบบของผู้เพาะเลี้ยง บวกกับความเอาใจใส่ที่ต้องใช้เวลานานหลายปี จัดเป็นงานศิลปะมีชีวิตที่จะคงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

บอนไซเป็นไม้กระถาง ที่เกิดจากการเลี้ยงดูตัดแต่งในพื้นที่จำกัด
ผสมผสานกับทักษะการออกแบบของผู้เพาะเลี้ยง ราคาการซื้อขายจึงมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักล้านบาท
บอนไซเป็นไม้กระถาง ที่เกิดจากการเลี้ยงดูตัดแต่งในพื้นที่จำกัด
ผสมผสานกับทักษะการออกแบบของผู้เพาะเลี้ยง ราคาการซื้อขายจึงมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักล้านบาท

“ตำราบอกว่าหลักของการดีไซน์บอนไซต้องมีทรงสามเหลี่ยมเป็นทรงมาตรฐาน กิ่งที่ 1 อยู่ทางซ้าย กิ่ง 2 ขวา กิ่ง 3 หลัง กิ่ง 4 คือยอด จากนั้นก็แล้วแต่จินตนาการ เราสามารถออกแบบได้ตามต้องการ ส่วนการจัดการดูแลเป็นการผสม ผสานระหว่างธรรมชาติกับใจของเรา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือจินตนาการ วิธีการดีไซน์ของผมไม่เคยร่างบนกระดาษ แต่จะสมมติตัวเองเป็นคนตัวเล็ก ๆ ไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วเราอยากเห็นต้นไม้แบบไหน ต้องมีภาพในใจก่อน เวลาเห็นลักษณะต้น เราก็จินตนาการว่ามันควรจะออกมาเป็นยังไง

“อย่างเฟื่องฟ้าเดิม ต้นตรงธรรมดามากเราก็คิดว่าน่าจะทำเป็นแบบตกกระถาง หมายถึงกิ่งย้อยออกมานอกกระถาง ได้ไอเดียแล้วก็ตัดกิ่งบนออกไป ปล่อยให้กิ่งทิ้งตัวลงมาให้มันโตต่อ หรือมะขามเราเลี้ยงรากให้สวย พอโตหน่อยเอาขึ้นมาจากดิน นำรากพันกับก้อนหินแล้วกลับไปฝังดินต่อ ได้ที่ปุ๊บ ก็ยกรากบางส่วนขึ้นมาลอยไว้เหนือดิน ซึ่งแต่ละต้นกว่าจะได้รูปทรงออกมาสวยอย่างที่เห็น อาจใช้เวลา 5-10 ปีครับ เร่งไม่ได้ห้ามใจร้อน

ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงบอนไซก็ได้กลายเป็นอาชีพเสริมของดร.ตุงไปโดยปริยาย แต่เมื่อถามถึงรายได้ว่าถึงขั้นสร้างฐานะให้เป็นเศรษฐีได้เลยหรือไม่ อาจารย์ก็หัวเราะร่วน

จากแค่ความหลงใหล ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงบอนไซได้หลายเป็น
อาชีพเสริมให้กับดร.สมิทธิ์
จากแค่ความหลงใหล ปัจจุบัน การเพาะเลี้ยงบอนไซได้หลายเป็น
อาชีพเสริมให้กับดร.สมิทธิ์

“บอนไซของผมไม่ได้แพงขนาดนั้นครับ อยู่ในหลักพัน ถือว่ายังเป็นมือสมัครเล่น ทีแรกไม่ได้ตั้งใจทำขาย แต่เราคงเป็นคนที่เล่นอะไรแล้วจริงจัง ทำไปทำมาชักเยอะขึ้น พอดีช่วงนี้กำลังหาทุนสู้คดีกับเหมืองทองก็เลยลองขายดู พอมีคนสนใจ ก็โอเคสิครับ”

การเลี้ยงต้นไม้ให้เป็นบอนไซเป็นงานที่สวนทางกับวิถีชีวิตเร่งด่วนในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ได้มานั้นคุ้มค่า ในภาษาอังกฤษเรียกการเลี้ยงต้นไม้เพื่อให้ได้บอนไซว่าการ Train หรือฝึกฝน เพราะในขณะเดียวกัน บอนไซก็ฝึกฝนขัดเกลาผู้ที่เพาะเลี้ยงด้วยเช่นกัน

“บอนไซสอนเราเยอะ ชัดเจนที่สุดคือความอดทน ถ้าคนเราต้องรอผลงานนาน 5 ปีขึ้นไปแน่นอนว่าต้องใช้ความอดทนไม่น้อย เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อน แต่พอมาทำบอนไซก็ใจเย็นลงมาก

“ผมเป็นวิศวกรไงครับ ทุกอย่างต้องทำได้ จัดได้ ต้องเป็นระบบ แต่พอมาทำบอนไซสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราจัดการเขาได้แค่นี้ ต้องรอเขาโตอีกสักพักนึง แล้วค่อยจัดการต่อ หรือบางทีจัดแต่งมากไป เขางอนตายซะอย่างนั้น บางทีก็ไม่ได้อย่างใจ ตรงนี้อยากให้เป็นพุ่ม เราจับดัดเสียสวย แต่เขาไม่แตกใบ เราก็ต้องมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อ มีทางเลือกให้เราไปต่อ ว่าจะตัดทิ้งไปเลย หรือปล่อยไว้แล้วใช้ใบเลื่อยเจียให้มันเหมือนไม้ซากตายแล้วค่อยมาดูอีกทีว่าจะให้โตไปแบบไหน

“อีกอย่างคือ เขาสอนให้เชื่อฟังธรรมชาติ ถึงจุดนึงเราเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า เราควบคุมทุกอย่างตลอดเวลาไม่ได้ แล้วยังต้องละเอียดอ่อนหัดเรียนรู้นิสัยใจคอเขาอีก เพราะต้นไม้แต่ละพันธุ์ นิสัยใจคอไม่เหมือนกัน ต้องดูแลเรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ บางต้นชอบแดด บางต้นอาจชอบร่ม บางต้นอย่างมะขาม ตัดกิ่งไปเถอะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นพวกโมกตัดหนักมาก ไม่ออกเฉย ซึ่งมันสอนให้เราอดทนกับคนได้นะ ขนาดต้นไม้ยังไม่เหมือนกัน คนจะเหมือนกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงยืดหยุ่นกับอะไรหลายอย่างมากขึ้น

บอนไซฝึกฝนขัดเกลาผู้ที่เพาะเลี้ยง เรื่องความอดทน 
จินตนาการ และความเข้าใจธรรมชาติ
บอนไซฝึกฝนขัดเกลาผู้ที่เพาะเลี้ยง เรื่องความอดทน 
จินตนาการ และความเข้าใจธรรมชาติ

บอนไซสอนให้เชื่อฟังธรรมชาติ ถึงจุดนึงเราเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า เราควบคุมทุกอย่างตลอดเวลาไม่ได้… ขนาดต้นไม้ยังไม่เหมือนกัน คนจะเหมือนกันได้อย่างไร

“เขาสอนเราเรื่องวัฏจักรชีวิตด้วยนะ คนเรามียามตกยาก ยามรุ่งเรือง เวลาเราดูแลต้นไม้ เขาอาจเหี่ยวแห้งไปช่วงนึง รออีก 2 อาทิตย์ จะมีใบสีเขียวอ่อนขึ้นมาสวยมาก ความสดใสเวียนกลับคืนมาใหม่อีกครั้ง”

วันว่างอาจารย์มักใช้เวลาอยู่กับบอนไซ…ต้นไม้ที่เป็นเหมือนลูกรัก คอยตัดแต่งเล็มกิ่ง เปลี่ยนดิน เปลี่ยนกระถาง ยกย้ายที่รับแดด เพาะต้นอ่อน ตัดกิ่งปักชำ เตรียมทำบอนไซ แล้วยังปรุงดินทำปุ๋ยธรรมชาติเอง

“ทำแล้วลืมโลก ลืมความเครียดจริง ๆ นะครับ ไหล่ตึง ไม่ต้องไปนวด มาทำต้นไม้หายปวด แล้วได้ระบายออกด้วย งานบางอย่างจัดการไม่ได้ แต่เวลาอยู่กับต้นไม้เราสามารถจัดการเขาได้ แต่ต้องใส่ใจความรู้สึกเขาด้วยนะ ผมใช้เวลาตัดแต่งกิ่งแต่ละต้นประมาณครึ่งชั่วโมง ได้ใช้สมองทำไป ได้คิดวางแผน คิดแก้ปัญหาไป ผมว่าเลี้ยงบอนไซ ไม่เป็นอัลไซเมอร์หรอก แล้วยังได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัว”

ความสุขของการเลี้ยงไม้ต้นนี้ มิใช่อยู่ที่จุดหมายปลายทางเมื่อได้รูปทรงสวยเหมือนในจินตนาการ หากเป็นการเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทาง และยังมอบบทเรียนสำคัญในการทำความเข้าใจชีวิตให้กับผู้เพาะเลี้ยงอีกด้วย